Font : Tahoma    

การฟื้นฟูผาหินถมบริเวณหน้าเหมือง

Reclamation  in  Rock  Slope

สมหวัง  วิทยาปัญญานนท์

10  พฤศจิกายน  2549
 

1.  บทนำ  (Introduction)

                การฟื้นฟูหน้าเหมืองหินที่เอียงลาดชัน  ความสูงมักมีปัญหาเรื่องความลาดชันทำให้ยุ่งยากในการเข้าพื้นที่ปลูก ต้องห้อยโหนโยนตัวด้วยเชือกแขวนตัว การกัดกร่อนพังทะลายของหน้าลาดจากน้ำฝนไหลหลากทำให้ต้นไม้ในแนวระบายน้ำ  ทำให้ต้นไม้หลุดจากพื้นที่ปลูก  ปัญหาดินน้อยทำให้ขาดปุ๋ย ปลูกยากต้องแซะหินออกก่อนปลูก  ปัญหาหินโผล่ร้อนเมื่อถูกแดดแผดเผา  ทำให้ต้นไม้ร้อนตาย หรือเมื่อพาดกิ่งหรือเถาไปถูกก้อนหิน ยอดก็จะเหี่ยวหด ปัญหาดินปนหินมีฤทธิ์เป็นด่าง  เพราะเป็นดินในกลุ่มเขาหินปูน

                การฟื้นตัวทางธรรมชาติ  มักช้า  ใช้เวลานานพวกกระถินมักรุกคลุมพื้นที่ในแนวลงมา  เพราะเมล็ดหล่นลงมา  พวกหญ้าถั่วคลุมดิน  (เถาคัน)  ก็จะรุกพื้นที่สวนความลาดชัน  (เลื้อยขึ้น)

                ชนิดพืชที่สอดคล้องกับพื้นที่  เป็นพืชท้องถิ่น  หรือพืชอื่นที่ทนแล้ง  ทนร้อนได้ ก็จะอยู่รอด  วิธีการทำให้ต้นไม้ขึ้นโดยวิธีการที่ประหยัดและได้ผล  ยังไม่มีคำตอบ  ต้องทำการวิจัย ค้นหาวิธีการที่ดีที่สุด

 

2.  การใช้ระบบสเปร์น้ำ  (Sprinkle  System)

                จากแนวคิดว่า  ต้องเลี้ยงต้นไม้ให้รอดสัก  1 -  2  ปี  พอต้นตั้งตัวได้  ก็จะปล่อยให้ธรรมชาติดูแล  เป็นแนวคิดที่จะช่วยเร่งการฟื้นฟูให้เร็วขึ้น

                วิธีการใช้ระบบสปริงเกิล  เพื่อช่วยปลูกต้นไม้บริเวณผาหินถม  เป็นวิธีการที่นิยมกันในระบบการเกษตรทั่วๆ  ไป

                เริ่มจากการสูบน้ำจากบ่อ  สูบน้ำขึ้นไปบนถังเก็บน้ำ  บนที่สูง  แล้วเดินสายดำ  (PE)  ลงมาจ่ายน้ำตามแรงโน้มถ่วง  จากสายดำจ่ายน้ำหลัก ก็จะต่อสายดำจ่ายเข้าหน้าลาดลงไปตามความลาดเอียง  เป็นสายๆ  คู่ขนานกัน  แล้วยกหัวขึ้นมา  80 - 120  ซม.  ติดหัวสปริงเกิล  เวลาจ่ายน้ำจะปล่อยพ่นน้ำที่ละสาย  เพื่อให้ปริมาณน้ำพอ  และรักษาความดันพอ  จะได้พ่นน้ำคลุมได้ทั่วพื้นที่ที่ออกแบบไว้  อาจตั้งเวลาพ่นน้ำสายละ  15 -  20  นาที  โดยใช้ระบบวาล์วแม่เหล็กไฟฟ้า

                การใช้ระบบสปริงเกิล  สำหรับปลูกไม้ป่า  หากฝนตกจะหยุดพ่นน้ำ  หน้าฝนใช้งานน้อย  จะใช้มากช่วงฤดูแล้ง  และพ่นน้ำเพื่อสร้างความเขียวของใบไม้  (Fresh  Green)

                ปัญหาการใช้สปริงเกิล  บนหน้าผาหินก็มี  สายท่อดำ  (PE)  มักถูกหินตามพื้นลาดหน้าเขาหลังถูกฝนซะล้าง  หรือตามแนวน้ำไหลเซาะบางช่องหินจะหลุดมากระแทก  เสาสปริงเกิลหัก  หรือสายท่อดำจ่ายลงลาดแตก  ต้องลงไปซ่อม  หากคิดจะฝังท่อก็ทำได้ยาก  เพราะขุดหินไม่ค่อยเข้า  จึงต้องวางลอยไว้  ซึ่งแน่นอนอายุการใช้งานสายดำ  PE  อาจเสื่อมเร็วจากการถูกแดดเผา  แต่ก็สะดวกหากพ้น  2  ปี  ก็สามารถดึงสายดำวางลอยมาใช้งานต่อไปที่หน้าผาหินที่ฟื้นฟูผาอื่นๆ  ต่อไปได้อีก

 

 

3.  เทคนิคหลุมระเบิดปลูกต้นไม้  (Plantation in  Blasting  Holes)

                หน้าผาที่มีดินน้อย  หินมาก  ความลาดชันไม่เกิน  60  องศา  อาจใช้เทคนิคหลุมระเบิดปลูกต้นไม้  โดยการให้คนโรยตัวเอาเครื่องเจาะแบบมือถือ  (Jack  Hammer)  ลงมาเจาะรูหินขนาด  1 x 1 x 1  เมตร  ระเบิดเป็นหลุม  งัดหินออกเป็นรูว่าง  แล้วขนดินดำเป็นเป็นถุงๆ  ลงมาเทในหลุม  แล้วปลูกต้นไม้  ทั้งนี้ต้องให้สอดคล้องกับการใช้สปริงเกิลด้วย

                การผสมดินในหลุมโดยใช้ดิน  ปุ๋ยคอก โพลีเมอร์ที่ดูดซับน้ำ  ระยะห่างขนหลุม 5-10  เมตร (ขึ้นอยู่กับงบประมาณ)  การวางแถวอาจเป็นแบบสี่เหลี่ยมหรือแบบสลับฟันปลาก็ได้

                พืชที่ปลูกในหลุมมีทั้งตะขบ  ไทรป่า  ไผ่  สะเดา  สน  สำหรับพืชคลุมดินมีต้น  ถั่วเขียว  ใบละบาท  ตีนตุ๊กแก

                พยายามทำให้มีขอบคันด้วยให้คล้ายรังนกนางแอ่น  เพื่อดักน้ำด้วย

                ข้อสังเกตว่า  การปลูกต้นไม้ไว้หลายต้นเพื่อให้เป็นการคัดเลือกพันธุ์โดยธรรมชาติต้นไหนไม่แข็งแรงก็จะตาย  (เผื่อตาย)

 

4.  เทคนิคการปลูกตามหน้าลาดนอกหลุมระเบิด (Slope  Area  Plantation)

                ต้องระวังอย่าไปปลูกต้นไม้ตามร่องระบายน้ำ  ตามพื้นลาด  เทคนิคมีหลายวิธี  ซึ่งแต่ละวิธียังต้องรอผลการทดลองอยู่

     4.1  เทคนิคสแลนคลุมแดด  (Covering)

                เพื่อลดความร้อนของแสงแดด  ลดการชะล้างดินหรือวัสดุใบไม้คลุม  เนื่องจากน้ำไหลป่ามาตามพื้นราบ

                วิธีการโดยการโปรยเศษใบไม้ใบหญ้าคลุมดินหินหน้าผา  โปรยเมล็ดพันธุ์พวกหญ้า  ถั่ว  เมล็ดกระถิน  เมล็ดหางนกยูงไทย  มะขามเทศ  จามจุรี  เสร็จแล้วคลุมด้วยสแลนสีเขียวแล้วยึดปลายทั้งสี่ด้าน  ด้วยเชือก  แล้วไปมัดไว้กับหลักตอก  สแลนสีดำก็ได้  แต่ดูร้อนและดูไม่เป็นผาเขียว

                พบว่าหางนกยูงไทย  จะลอดทะลุผ่านสแลนได้  โดยไม่ต้องกรีดสแลน  หรืออาจช่วยกรีดบ้างก็ได้

     4.2  เทคนิคการโปรยเมล็ด (Seed Showering)

                โดยการโปรยเมล็ดถั่ว  หญ้าลูซี  ละหุง  เมล็ดมะขามเทศ   กระถิน  หางนกยูงไทย  การโปรยจะสู้วิธีการขุดเล็กน้อยและฝังไม่ได้เพราะน้ำจะชะล้างพัดพาเมล็ด  ลงไปขึ้นที่ตีนความลาดหมด

     4.3  เทคนิคการยิงด้วยลูกกระสุนดิน (Mud Ball Shooting)

                โดยการทำลูกกระสุนดิน  ที่ทำด้วยเมล็ดพันธุ์และดินเหนียว  และใช้หนังสะติกยิง

     4.4  เทคนิคการปักชำ (retting)

                โดยการใช้ก้านมันสำปะหลัง  ตัดเป็นท่อนๆ  แล้วเอาไปปักตามหน้าผา  ต้นก็จะงอกได้ดี

 

 

     4.5  เทคนิคน้ำสีกระดาษ (Paper  Layer  Seeding)

                โดยการนำกระดาษมาย่อยเป็นฝอย  แช่น้ำให้ยุ่ย  ผสมกาวแป้งเปียก  กวนให้เข้ากันใส่สีพลาสติก  (ภายนอก)  ใส่เมล็ดละหุงหญ้า  มะขามเทศ  ใส่กระป๋องไปเทราดแล้วใช้มือเกลี่ยให้กระจายไปทั่วๆ

     4.6  เทคนิคการแขวนด้วยยางรถยนตร์ (Used tire  Tray)

                โดยการนำยางรถยนต์ขนาดเล็ก  มาตัดเป็น  3  ท่อน  โดยใช้ไฟเบอร์ตัดขอบ  แล้วใช้มีดคมๆ  ปาด  จากนั้นก็เจาะรูโดยใช้ลวดร้อนเจาะรู  4  รู  แล้วใส่ห่วงสลิงแขวน  เพื่อแขวนตามผา

                นำดินใส่กระบะกระเช้ายางรถยนต์ปลูกต้นไม้  ประเภทเลื้อยหรือพวกใช้ดินน้อยพวกพืชคลุมดิน  เป็นจุดเกิดจากนั้นก็จะเลื้อยแผ่คลุมไปทั่ว

      4.7  เทคนิคคลุมฟางและกิ่งไม้ใบไม้ (Straw or  Branch Covering)

                โดยการคลุมก้อนหินโตๆ  ที่เป็นก้อนๆ  ซึ่งไม่เหมาะที่จะใช้ดินมากลบ เพราะค่าใช้จ่ายแพงมาก  จึงใช้วิธีเอากิ่งไม้ที่ตัดเหลือใช้มาคลุม  แล้วคลุมด้วยหญ้าอีกทีจากนั้นก็ใช้พืชตระกูลเลื้อยคลุม  มาปลูกใกล้เพื่อให้เลื้อยคลุม

     4.8  เทคนิคแหตะข่ายคลุมหรือไต่ (Nest Covering)

                ในกรณีที่เป็นหินโตใหญ่  กองสุมไว้ก็จะใช้ตะข่ายอวน  ตะข่ายฟุตบอล  คลุมไว้จากนั้นก็ใช้ไม้เลื้อยมาคลุม  สาเหตุที่ใช้แหตะข่าย  เพราะจะให้พืชเลื้อยไต่เพื่อป้องกันยอดเลื้อยตาย  เนื่องจากถูกหินร้อน

                ในกรณีที่เป็นหน้าผาหิน  อาจใช้วิธีคลุมแหแนวดิ่ง  อาจใช้เปลือกมะพร้าวทั้งกายมาห้อยเพื่อดูดซับความชื้นบ้างก็ได้  จะทำให้พืชเลื้อยไต่ขึ้น  หรือไต่ลงได้

      4.9  เทคนิคการใช้ไม้ไผ่หรือกิ่งไม้พาด (Lean Bamboo or Tree)

                ในกรณีที่เป็นหน้าผา  อาจใช้ไม้ไผ่หรือกิ่งไม้พาด  เพื่อให้ต้นไม้เลื้อยไต่

 

5.  พืชพันธุ์ที่ใช้  (Heredity of  Plants)

                พืชที่ใช้อาจแบ่งเป็น  3  ประเภท  คือ

                -  พืชต้น  ได้แก่  ตะขบ  มะขามเทศ  กระถิน  ไผ่  กล้วยป่า  จันทร์ผา  มะฮอกกานี  ยูคาลิปตัส

                    สะเดา  สน

                -  พืชคลุมดินแบบต้น  ได้แก่  ละหุง  ปอกระสา  ปอเทือง  ถั่วเขียว ข้าวฟ่าง  มันสำปะหลัง 

                    หญ้าลูซี่

                -  พืชคลุมดินแบบเลื้อย  ได้แก่  พวงชมพู  เล็บมือนาง  ตีนตุ๊กแก  เครือเถาขน  ซึ่งพืชคลุมดิน

                    อาจแบ่งเป็น  2  แบบ  คือ  พวกไม่แตกรากที่ข้อ  และพวกแตกรากที่ข้อเวลาเลื้อยไปด้วย  ซึ่งจะดี

                    ช่วยยึดดินและไม่ตาย  หาอาหารได้หลายจุด  เวลาถูกถาง  ก็จะไม่ตายง่าย  พืชคลุมดินแบบเลื้อย

                    มี  2  แบบ  คือ  ชอบเลื้อยลงลาด  เช่น  เครือเถาขน  ถั่วเลื้อยขน  และชอบเลื้อยขึ้นลาด  เช่น 

                    ต้นสามง่าม

          พืชที่เป็นพืชท้องถิ่น  ที่ขึ้นดีๆ  ได้แก่  ไทรป่า  ขี้เหล็กป่า  ดอกรัก  เครือเถาขน  ถั่วเลื้อยขน  (หมามุ่ย)  กล้วยป่า  ตะขบ  ปอ

                พืชที่นำเข้ามา  แล้วขึ้นดีๆ  ได้แก่  มะขามเทศ  กระถิน  หญ้าลูซี่  มันสำปะหลัง

 

6.  การจัดเส้นทางการเรียนรู้  (Learning  Route)

                เพื่อให้การฟื้นฟู  เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับตนเอง  และบุคคลภายนอกในวงการฟื้นฟูเหมือง  ก็ควรทำเส้นทางการเรียนรู้  ให้คนมาเยี่ยมชมได้ความรู้ไปด้วยแบบธรรมชาติอาจแบ่งเป็น  12  จุด  ตามเส้นทางที่หน้างานจริง

                จุด  1   ปลูกพืชคลุมดิน  พวกหญ้าลูซี่  ละหุง  มันสำปะหลัง

                จุด  2   การปลูกต้นไม้แบบขุดหลุมระเบิดบน  ผาหิน  และโครงการลดอุณหภูมิต้นไม้

                จุด  3   การปลูกต้นไม้โดยใช้ยางรถยนต์และการใช้เทคนิคน้ำสีกระดาษ

                จุด  4   การปลูกไทรป่าตามผา  และการปลูกแฝกตามคันดิน

                จุด  5   การปลูกข้าวฟ่างตามทางลาดเอียง

                จุด  6   จุดพักชมวิวธรรมชาติ  และดงกล้วยป่า

                จุด  7   ปลูกไม้เลื้อยบนฟางหญ้าคลุมหินโตด้วยเครือเถาขน

                จุด  8   การโรยตัวมาชมดงกระถิน  และข้าวฟ่าง

                จุด  9   เดินชมดงขี้เหล็กป่า  ตะขบ  และปอกระสา

                จุด  10 จุดพักดื่มน้ำ  ดูวิวรอบๆ

                จุด  11  ชมไม้โตเร็วขึ้นเองตามธรรมชาติ  มีตะขบ  ปอ  มะขามเทศ

                จุด  12  จุดถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก

 

7.  บทส่งท้าย (Farewell)

                การฟื้นฟูควรทำควบคู่ไปกับการทำเหมือง  การรู้จักธรรมชาติของต้นไม้  ว่าทนทานได้แค่ไหนจะช่วยทำให้ลดการดูแลรักษา และลดค่าใช้จ่ายในการปลูกและดูแลรักษา

                การฟื้นฟูบนหน้าผาหินยังเป็นสิ่งยากเย็นต้องวิจัยหาความรู้  หาเทคนิคใหม่ๆ  ที่ต้นทุนถูกกว่า ต้องดูแลแค่ปีเดียวก็พอ  หากเป็นไปได้ไม่ต้องดูแล  ก็จะดีที่สุด

                การสร้างจุดเรียนรู้  เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับองค์กรเรียนรู้  ที่มุ่งไปสู่องค์กรนวัตกรรม  การทำเส้นทางเรียนรู้จะช่วยประชาสัมพันธ์งานสิ่งแวดล้อมเหมือง  ได้เป็นอย่างดี  และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาเยือนได้

               

พุทธวิธีบริหาร
Buddhist Style in Management

กลับขึ้นบน