ระเบียบปฏิบัติการประเคนพระสงฆ์

Provide for monk

พระธรรมวโรดม (บุญมา  คุณสมฺปนฺโน) ปธ.๙

วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

23  เมษายน  2549
Font : CordiaUPC  
  

 

การประเคนพระ

        -  การประเคนพระ  คือ  การยกสิ่งของอันสมควรแก่สมณบริโภค  (สมควรที่พระภิกษุสงฆ์จะบริโภคใช้สอยได้  ไม่มีโทษทางพระวินัยพุทธบัญญัติ)  น้อมถวายให้แก่พระสงฆ์  ด้วยกิริยาอาการที่แสดงถึงความมีศรัทธาเลื่อมใส  มีความเคารพอ่อนน้อมถ่อมตนต่อพระสงฆ์ผู้รับประเคนนั้นเป็นอย่างดี

 

ลักษณะการประเคนพระที่ถูกต้อง

        การประเคนสิ่งของอันสมควรแก่สมณบริโภค  เช่น  ภัตตาหารคาวหวาน  เป็นต้น  แก่พระภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนานั้น  มีพระวินัยพุทธบัญญัติทรงกำหนดไว้ให้ประกอบด้วยองค์  4  คือ

            1.  สิ่งของที่จะประเคนนั้นต้องไม่ใหญ่โต  หรือหนักเกินไปขนาดคนปานกลางคนเดียวยกไหวและต้องยกสิ่งของนั้นให้พ้นจากพื้นที่สิ่งของนั้นตั้งอยู่

            2.  ผู้ประเคนต้องเข้ามาอยู่ในหัตถบาส  คือ  ผู้ประเคนต้องอยู่ห่างจากพระภิกษุผู้รับประเคน  ประมาณ  1  ศอกเป็นอย่างมาก

            3.  ผู้ประเคนน้อมสิ่งของนั้นเข้ามาให้  ด้วยกิริยาอาการแสดงความเคารพอ่อนน้อมต่อพระภิกษุผู้รับประเคน

            4.  กิริยาอาการที่น้อมสิ่งของเข้ามาให้นั้น  จะส่งให้ด้วยมือก็ได้หรือจะส่งให้ด้วยของเนื่องด้วยกาย  เช่น  ใช้ทัพพีตักถวายก็ได้

            5.  พระภิกษุผู้รับประเคนนั้นจะรับด้วยมือก็ได้  จะรับด้วยของเนื่องด้วยกายเช่น  จะใช้ผ้าทอดรับก็ได้  จะใช้บาตรรับก็ได้  จะใช้จานรับก็ได้

 

ลักษณะการประเคนพระที่ไม่ถูกต้อง

          1.  สิ่งของที่จะประเคนนั้นใหญ่โต  หรือหนักเกินไปคนเดียวยกไม่ไหว  ต้องช่วยกันยกถวาย  เช่น  ช่วยกันยกโต๊ะอาหารทั้งโต๊ะถวาย  เป็นต้น

            2.  ผู้ประเคนอยู่นอกหัตถบาส  คือ  ผู้ประเคนอยู่ห่างจากพระภิกษุผู้รับประเคนเกินกว่า  1  ศอกออกไปจนพระภิกษุนั่งตั้งตัวตรงรับด้วยมือ  ไม่ถึง  หรือการประเคนโดยวิธีวางภาชนะต่อๆ  กันออกไป  เป็นต้น

            3.  ผู้ประเคนไม่ยกสิ่งของที่จะประเคนนั้นให้พ้นจากพื้น เช่น  การประเคนถวายด้วยวิธีเลือกไสให้เลื่อนไปตามพื้นหรือ  การประเคนด้วยวิธีใช้มือแตะสิ่งของถวาย  เป็นต้น

            4.  ผู้ประเคนสิ่งของให้พระ  ส่งให้ด้วยกิริยาอาการที่แสดงความไม่เคารพ  เช่น  ให้ด้วยกิริยาอาการดุจทิ้งเสีย  เป็นต้น

            5.  พระภิกษุผู้รับประเคน  ยังไม่ทันรับสิ่งของนั้น ผู้ประเคนวางสิ่งของนั้นลงเสียก่อน

            6.  สิ่งของที่ประเคนนั้น  เป็นของไม่สมควรแก่สมณบริโภค  เช่น  เงิน  ทอง  หรือสิ่งของที่ทำด้วยเงินทอง  ได้แก่  พานเงิน  พานทอง  ขันเงิน เป็นต้น

            7.  นำเอาวัสดุสิ่งของประเภทอาหารคาวหวานไปถวายให้พระภิกษุรับประเคนในเวลาวิกาล  คือ  ตั้งแต่เวลาเที่ยงวันไปแล้ว

 

 

สิ่งของที่ไม่สมควรประเคนถวายพระ ได้แก่  รูปิยะ  คือเงิน และวัตถุสำหรับใช้แทนเงิน เช่น ธนบัตร เป็นต้น 

ไม่นิยมประเคนถวายพระภิกษุสงฆ์โดยตรง เพราะผิดวินัยพุทธบัญญัติ

 

 

 

วิธีการประเคนพระ

        -  วิธีการประเคนพระนั้น  ถ้าผู้ประเคนเป็นชาย  นิยมยกส่งให้ถึงมือพระภิกษุผู้รับประเคน  ถ้าผู้ประเคนเป็นหญิงนิยมวางถวายบนผ้าที่พระภิกษุรับประเคนนั้น  และต้องรอให้พระภิกษุท่านจับที่ผ้าทอดรับนั้นก่อน  จึงวางสิ่งของลงบนผ้าที่ทอดนั้นรับนั้น

            -  ถ้าพระภิกษุนั่งอยู่กับพื้นผู้ประเคนนิยมนั่งคุกเขาประเคนสิ่งของ  ถ้าพระภิกษุนั่งเก้าอี้  เช่น  นั่งเก้าอี้ฉันภัตตาหารที่วางบนโต๊ะผู้ประเคนนิยมยืนประเคนสิ่งของ

            -  ในการถวายภัตตาหารคาวหวานแก่พระภิกษุสงฆ์นั้น  นิยมถวายเฉพาะสิ่งของที่พระภิกษุสงฆ์จะพึงฉันได้เท่านั้น  ส่วนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ  เช่น  กระโถน  จาน  ชาม  ช้อน  แก้ว  เป็นต้น  นิยมไม่ต้องยกประเคนพระ เพียงแต่วางมอบให้เท่านั้น

            -  ภัตตาหารคาวหวานทุกชนิดที่ประเคนพระภิกษุสงฆ์แล้ว  นิยมไม่ให้คฤหัสถ์ทั้งชายและหญิงจับต้องอีก  ถ้าเผลอไปจับต้องเข้า   นิยมให้ยกประเคนแก่พระภิกษุเสียใหม่ทุกครั้งไป

            -  เมื่อประเคนภัตตาหารคาวหวานครบทุกอย่างแล้ว  นิยมทำความเคารพพระภิกษุสงฆ์  คือ  ถ้านั่งคุกเข่าประเคน  ก็นิยมกราบ  3  ครั้ง  ถ้ายืนประเคน  ก็นิยมน้อมตัวลงยกมือไหว้  1  ครั้ง  เป็นเสร็จพิธีการประเคนพระ

 

ระเบียบปฏิบัติการจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์

        อาหารที่ต้องห้ามสำหรับพระภิกษุสงฆ์

            -  อาหารที่ต้องห้ามสำหรับพระภิกษุ  คือ  อาหารที่เป็นอกัปปิยะไม่สมควรแก่สมณบริโภคขบฉัน  ได้แก่  เนื้อ  10  ชนิด  และอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อ  10  ชนิด  เหล่านี้  คือ

            1.  เนื้อมนุษย์  รวมทั้งเลือกมนุษย์ด้วย

            2.  เนื้อช้าง

            3.  เนื้อม้า

            4.  เนื้อสุนัข

            5.  เนื้องู

            6.  เนื้อราชสีห์  (สิงโต)

            7.  เนื้อเสือโคร่ง

            8.  เนื้อเสือเหลือง

            9.  เนื้อหมี

            10. เนื้อเสือดาว

            -  เนื้อสัตว์นอกจาก  10  ชนิด  นี้  ไม่ทรงห้าม  แต่ทรงห้ามของดิบ  คือเนื้อที่ยังไม่ได้ทำให้สุดด้วยไฟเช่น  เนื้อดิบ  ปลาดิบ  เป็นต้น  ทรงห้ามไม่ให้พระภิกษุขบฉัน

            -  เนื้อสัตว์ที่ฆ่าเจาะจง  เช่น  ฆ่าปลา  ฆ่าไก่  เป็นต้น  เพื่อทำอาหารถวายแก่พระภิกษุสามเณรโดยตรง  ซึ่งเรียกว่า  “อุททิศสะมังสะ”  แปลว่า  เนื้อเจาะจงเป็นของห้ามไม่ให้พระภิกษุสามเณรขบฉัน  ถ้าพระภิกษุไม่ได้เห็น  ไม่ได้ยินและไม่ได้สงสัย  ว่าเขาฆ่าเพื่อเป็นของเฉพาะเจาะจงแก่คน  ฉันได้ไม่มีโทษ

            -  ผลไม้ที่มีเมล็ดอาจเพาะเป็น  คือ  ผลไม้ที่ใช้เมล็ดปลูกได้  เช่น  เงาะ  ลำไย  เป็นต้น  และเง่าที่ปลูกเป็น  คือ  พวกเผือก  มัน  แห้ว  เป็นต้น  ทรงอนุญาตให้อนุปสัมบัน  คือ  บุคคลที่ไม่ใช่พระภิกษุ  ได้แก่  สามเณรและคฤหัสถ์  ทำให้เป็นกัปปิยะเสียก่อน  คือ  ทำให้เป็นของสมควรแก่สมณะเสียก่อนแล้วฉันได้  ไม่เป็นอาบัติ

            -  อาหารที่ปรุงด้วยสุรา  จนมีสี  มีกลิ่น  หรือมีรสปรากฏ  รู้ได้ว่ามีสุราเจือปน  ทรงห้ามไม่ให้พระภิกษุ  ได้แก่  สมเณร  และคฤหัสถ์  ทำให้เป็นกัปปิยะเสียก่อน  คือ  ทำให้เป็นของสมควรแก่สมณะเสียก่อนแล้วฉันได้  ไม่เป็นอาบัติ

            -  อาหารที่ปรุงด้วยสุรา  จนมีสี  มีกลิ่น  หรือที่มีรสปรากฏฉันได้  ไม่เป็นอาบัติ

 

อาหารที่สมควรแก่พระภิกษุสงฆ์

          -  เนื้อสัตว์  (นอกจากเนื้อที่ทรงห้าม  10  ชนิด  ดังกล่าว)  ทุกชนิด  ซึ่งเป็นเนื้อที่เขาฆ่าเพื่อนำมาขายเป็นอาหารคนพื้นเมือง  ตามร้านตลาด  เรียกว่า  “ปะวัตตะมังสะ”  แปลว่า  เนื้อมีอยู่แล้ว  เนื้อที่เป็นไปอยู่ตามปกติที่เขาทำให้สุดด้วยไฟแล้วอนุญาตให้พระภิกษุฉันได้  ไม่เป็นอาบัติ

            -  สัตว์ที่เขาฆ่าเจาะจงเพื่อทำอาหารถวายแก่พระภิกษุโดยตรง  แต่พระภิกษุไม่ได้เห็น  ไม่ได้ยิน  และไม่ได้สงสัยว่าเขาฆ่าเพื่อเป็นการเฉพาะเจาะจงแก่ตน  เช่นนี้  อนุญาตให้พระภิกษุฉันได้  ไม่เป็นอาบัติ

 

วิธีการจัดภัตตาหารถวายพระสงฆ์

            -  การจัดภัตตาหารถวายแก่พระภิกษุสงฆ์  ในเวลาเช้านิยมจัดอาหารประเภทอาหารเบา  เช่น  ข้าวต้ม  โจ๊ก  กาแฟ  ขนมปัง  เป็นต้น  เพื่อสะดวกแก่เจ้าภาพที่ไม่ต้องตระเตรียมมาก  และเพื่อพระภิกษุจะได้มีโอกาสฉันภัตตาหารเพลได้ดีทำให้ไม่เกิดความหิวในเวลาเย็นและค่ำคืน

            -  ถ้าจัดภัตตาหารถวายแก่พระภิกษุสงฆ์  ในเวลาเพลนิยมจัดอาหารประเภทอาหารหนัก  จัดแบบเต็มยศ  และโดยมากนิยมจัดอาหารประเภทอาหารไทย  ซึ่งถูกกับรสนิยมของพระภิกษุสงฆ์ที่เป็นคนไทยและควรเป็นอาหารประเภทพื้นเมืองเป็นหลัก  อาจมีอาหารพิเศษแทรกบ้างสักอย่างสองอย่าง

 

ระเบียบปฏิบัติการจัดเครื่องไทยธรรมถวายพระสงฆ์เครื่องไทยธรรม

            -  เครื่องไทยธรรม  คือ  วัตถุสิ่งของต่างๆ  ที่สมควรถวายแก่พระสงฆ์  ได้แก่  ปัจจัย  4  และสิ่งของที่นับเนื่องในปัจจัย  4  คือ

            1.  เครื่องนุ่งห่มประเภทเครื่องผ้าทุกชนิด  ที่มีสีสมควรแก่พระภิกษุสามเณรใช้สอยได้  ซึ่งมีสีไม่ฉูดฉาดบาดตาเป็นของไม่กาววาว  เช่น  ผ้าลายดอกไม้  เป็นต้นของไม่สมควรใช้นุ่งห่มสำหรับสมณะ

            2.  เครื่องขบฉันต่างชนิด  ทั้งอาหารคาวหาวานและเครื่องดื่มนานาชนิด  ยกเว้นเครื่องดองของเมา  เช่น  สุราเมรัย  และยาเสพติดให้โทษทุกชนิด

            3.  เครื่องอุปกรณ์ที่อยู่อาศัยซึ่งรวมเรียกว่า  เครื่องสุขภัณฑ์   ได้แก่  ตู้เตียง  เก้าอี้  ที่นอน  เสื่อ  หมอน  มุ่ง  พรม  เป็นต้น  รวมทั้งเครื่องชำระมลทินกาย  เช่น  สบู่ถูกตัว  ผงซักฟอก  แปรง  และยาสีฟัน  เป็นต้น

            4.  เครื่องยาบำบัดความป่วยไข้ทุกชนิดและเภสัช  5  คือ  เนยใส  เนยข้น  น้ำมัน  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  (น้ำตาล)  รวมทั้งหมากพลู  บุหรี่  ชา  เป็นต้น

 

สิ่งของที่ประเคนถวายพระได้เวลาเช้าชั่วเที่ยง

          -  เครื่องไทยธรรม  ประเภทอาหารคาวหวานทุกชนิด  ทั้งอาหารสด  อาหารแห้ง  และอาหารเครื่องกระป๋องทุกประเภท  เช่น

            1.  อาหารสด  ได้แก่  อาหารกาวและหวาน  รวมทั้งผลไม้ทุกชนิด

            2.  อาหารแห้ง  ได้แก่  เครื่องเสบียงกรังทุกชนิด  เช่น  ปลาเค็ม  เนื้อเค็ม  ข้าวสาร  เป็นต้น

            -  สิ่งของเหล่านี้ทั้งหมด  นิยมประเคนถวายพระสงฆ์ได้เฉพาะเวลาเช้าชั่วเที่ยงเท่านั้น  เมื่อเลยเที่ยงวันไปแล้ว  มีพระวินัยพุทธบัญญัติห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์รับประเคน  ถ้ารับประเคนต้องอาบัติโทษ

               ถ้าคฤหัสถ์ชายหญิงนำสิ่งของเหล่านี้ไปถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ในเวลาหลังเที่ยงวันไปแล้ว  นิยมเพียงแต่แจ้งให้พระภิกษุรับทราบ  แล้วมอบสิ่งของเหล่านั้นให้ไว้แก่ศิษย์ของท่านให้ศิษย์เก็บรักษาไว้นำถวายท่านในวันต่อไป

 

สิ่งของประเคนถวายพระได้ตลอดเวลา

            -  ส่วนเครื่องไทยธรรมนอกจากประเภทอาหารดังกล่าวแล้ว  เช่น  ประเภทอาหารดังกล่าวแล้ว  เช่น  ประเภทเครื่องดื่มทุกชนิด  ประเภทเครื่องยาบำบัดความป่วยไข้ทุกชนิดและประเภทเภสัช  เช่น  น้ำตาล  น้ำผึ้ง  น้ำอ้อย  หมากพลู  บุหรี่  หรือสิ่งของไม่ใช่ของสำหรับขบฉัน  นิยมประเคนถวายพระสงฆ์ได้ตลอดเวลาไม่มีข้อกำหนดห้าม

 

สิ่งของที่ทรงห้ามมิให้พระภิกษุจับต้อง

            -  สิ่งของที่ทรงห้ามมิให้พระภิกษุสงฆ์จับต้องเรียกว่า  “วัตถุอนามาส”  ได้แก่  วัตถุสิ่งของดังต่อไปนี้

            1.  ผู้หญิง  รวมทั้งเครื่องแต่กายหญิง  รูปภาพหญิง  หรือรูปปั้นของผู้หญิงทุกชนิด

            2.  รัตนะ  10  ประการ  คือ  ทอง  เงิน  แก้วมุกดา  แก้วมณี  แก้วประพาฬ  ทับทิม  บุษราคัม  สักข์  (ที่เลี่ยมทอง)  ศิลา  เช่น  หยก  และ  โมรา  เป็นต้อน

            3.  เครื่องศัตราวุธทุกชนิดอันเป็นเครื่องทำลายชีวิต

        4.  เครื่องดักสัตว์บกและสัตว์น้ำทุกชนิด

            5.  เครื่องประโดมดนตรีทุกอย่าง

            6.  ข้าวเปลือก  และผลไม้อันเกิดอยู่กับที่

            -  สิ่งของที่เป็นวัตถุอนามาสเหล่านี้ทุกชนิดไม่นิยมนำไปประเคนถวายพระภิกษุ  เพราะผิดพระวินัยพุทธบัญญัติ  ทำให้พระภิกษุต้องอาบัติโทษ

 

สิ่งของที่ไม่สมควรประเคนถวายพระสงฆ์

        -  สิ่งของที่ไม่สมควรประเคนถวายพระ  ได้แก่  รูปิยะ  คือเงินและวัตถุสำหรับใช้แทนเงิน  เช่น   ธนบัตร  เป็นต้น  ไม่นิยมประเคนถวายพระภิกษุโดยตรง  เพราะผิดพระวินัยพุทธบัญญัติ  ถ้าพระภิกษุสงฆ์รับประเคนต้องรับอาบัติโทษ

            -  ในการถวายปัจจัยนั้น  นิยมใช้ใบปวารณาแทนตัวเงิน  ส่วนตัวเงินนิยมมอบไว้กับไวยาจักรของพระภิกษุนั้นโดยเขียนในปวารณาถวายปัจจัย  ดังนี้

 

 

 

ตัวอย่างในการเขียนใบปวารณาถวายปัจจัย

     ข้าพเจ้าขอน้อมถวายปัจจัย  4  แก่พระพุทธเจ้า  เป็นมูลค่าเท่า

   ราคา.......บาท.......สตางค์  ได้มอบไว้แก่ไวยาจักรขอพระคุณเจ้า

แล้ว  หากพระคุณเจ้ามีความประสงค์จำนงหมายสิ่งใด  อันควรแก่สมณ

บริโภค  โปรดเรียกร้องได้จากไวยาจักรของพระคุณเจ้านั้น  เทอญ

                                      (ลงนาม).............ผู้ถวาย

                             วันที่ ..............เดือน.................พ.ศ......

 

 

ระเบียบปฏิบัติการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล

เหตุผลในการกรวดน้ำ

          -  น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์  เปรียบเสมือน้ำใจที่ใสบริสุทธิ์ของคนเราสายน้ำที่เทหลั่งไหลลงนั้น  เปรียบเสมือนสายน้ำใจของคนเราที่หลั่งไหลออกมาให้ปรากฏแก่ประชาชนทั้งหลาย

            -  การจะให้วัตถุสิ่งของที่เป็นอสังหาริมทรัพย์นำเคลื่อนที่ไปไม่ได้  เช่น  พระเจ้าพิมพิสารทรงมอบถวายพระราชอุทยานเวฬวันแด่พระพุทธเจ้า  ก็ทรงใช้นำเทหลั่งถวายพระพุทธองค์  แทนน้ำพระทัยที่ทรงมอบถวายด้วยพระราชศรัทธา

            -  การที่จะให้สิ่งที่ใหญ่โตไม่สามารถจะหยิบยกให้ได้  เช่น  พระเวสสันดรทรงพระราชทางช้างมงคลแก่พราหมณ์ทั้ง  8  ก็ทรงใช้น้ำเทหลั่งลงเป็นสายให้แก่พราหมณ์ทั้ง  8  แทนน้ำพระทัยของพระองค์ที่ทรงพระราชทาน

            -  การประกาศความตกลงใจซึ่งเป็นนามธรรมไม่มีรูปร่าง  เช่น  สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทางประกาศอิสรภาพ  ก็ทรงใช้น้ำเทหลั่งลงเป็นสาย  อันเป็นนิมิตหมายแห่งสายน้ำพระทัยเด็ดเดี่ยว  ที่ทรงแสดงออกให้ปรากฏแก่ประชาชนทั้งหลาย  ฉันใด

            -  การจะให้ส่วนบุญส่วนกุศลซึ่งเป็นนามธรรม  ก็เช่นเดียวกันนิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์เทหลั่งลงเป็นสาย  อันเป็นนิมิตหมายแห่งสายน้ำใจอันใสสะอาดบริสุทธิ์  ที่ตั้งใจอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว  ฉันนั้น

ความมุ่งหมายของการกรวดน้ำ

            -  การกรวดน้ำนั้น  เพื่อเป็นการอุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้วแผ่นไปให้แก่ผู้ล่วงลับดับขันธ์ไปแล้ว

            -  ถ้าผู้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนั้น  มีอาวุโสสูงกว่าผู้ล่วงลับไปแล้ว  เช่น  พ่อ  แม่  กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุตรธิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว  หรือผู้บังคับบัญชากรวดน้ำอุทิศให้แก่ผู้ในบังคับบัญชาผู้ล่วงลับไปแล้ว  เช่นนี้  เชื่อว่าเป็นการแผ่เมตตากรุณาแก่ผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้นให้มีความสุขตามสมควรแก่คติวิสัยปรายภพนั้นๆ

            -  ถ้าผู้กรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนั้น  มีฐานะต่ำกว่าท่านผู้ล่วงลับไปแล้ว  เช่น บุตรธิดากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่บิดามารดาผู้ล่วงลับไปแล้วหรือ  ผู้อยู่ใต้บังคับบัญชากรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้บังคับบัญชาผู้ล่วงลับไปแล้ว  เช่นนี้  เชื่อว่าเป็นการแสดงกตัญญูเวทิตาธรรมแก่ท่านเหล่านั้นเพื่อช่วยส่งเสริมบุญบารมีของท่านให้เจริญรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น

วิธีปฏิบัติในการกรวดน้ำ

            -  การกรวดน้ำนี้  นิยมกระทำในงานบุญทุกชนิด  ทั้งงานมงคลและอวมงคล  เพื่ออุทิศส่วนกุศลที่ตนได้บำเพ็ญแล้วนั้น  ให้เกิดประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว

            -  น้ำสำหรับใช้ในการอุทิศส่วนกุศลนั้นนิยมใช้น้ำที่ใสสะอาดบริสุทธิ์โดยไม่มีสิ่งใดเจือปนทั้งสิ้น

            -  การกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลนี้นิยมกระทำหลังจากถวายเครื่องไทยธรรมแก่พระสงฆ์แล้ว  เมื่อพระเถรประธานสงฆ์เริ่มอนุโมทนาว่า  (ยถา)  เจ้าภาพงาน  หรือ  ประธานพีก็เริ่มหลั่งน้ำอุทิศส่วนกุศล

            -  ถ้าผู้กรวดน้ำนั่งอยู่บนพื้นนิยมนั่งพับเพียบจับภาชนะสำหรับกรวดน้ำด้วยมือทั้งสอง  รินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย

            -  ถ้าภาชนะที่ใช้กรวดน้ำนั้นมี  ปากกว้าง  เช่น  ใช้แก้วน้ำ  หรือขันน้ำ  นิยมใช้นิ้วชี้มือขวารองรับสายน้ำให้ไหลลงไปตามนิ้วชี้นั้น  เพื่อป้อนกันมิให้น้ำไหลลงเปรอะเปื้อนพื้น  ถ้าภาชนะนั้นปากแคบไม่นิยมใช้นิ้วมือรองรับสายน้ำนั้นอีก

            -  กิริยาอาการที่กรวดน้ำนั้นนิยมรินน้ำให้ไหลลงเป็นสาย  โดยไม่ขาดตอนเป็นระยะ  ๆ  จะดูไม่งามพร้อมกับการรินน้ำลงเป็นสายนั้นนิยมตั้งจิตสำรวมอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่ท่านผู้ล่วงลับไปแล้วดังนี้

คำกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล  

          “อิทัง  เม  ญาตินัง  โหตุ  สุขิตา  โหนตุ  ญาตะโย”

            (ขอส่วนบุญนี้  จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า  ขอญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุข)  หรือว่า

            “ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอุทิศผลบุญกุศลนี้ไปให้ไพศาล  ถึงบิดามารดาและอาจารย์  ทั้งลูกหลานใกล้ชิดสนิทกัน

            คนเคยร่วมเคยรักสมัครใคร่มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน  ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัญ  ขอให้ท่านจงโมทนาทั่วหน้าเทอญ”

            -  เมื่อได้ตั้งจิอุทิศส่วนกุศลเป็นส่วนรวมแล้ว  นิยมอุทิศระบุเฉพาะเจาะจงชื่อ  นามสกุล  ของบรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้ว  อย่างชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

        -  เมื่อพระสงฆ์รูปที่ส่องรับอนุโมทนาว่า  สัพพีติโย)  ผู้กรวดน้ำนิยมเทน้ำกรวดให้หมดภาชนะแล้วประณมมือรับพรต่อไปจนจบ

            -  ขณะที่พระสงฆ์กำลังสวดบทอนุโมทนาอยู่นั้น  เจ้าภาพหรือประธานพิธี  ไม่นิยมลุกไปทำธุรกิจอย่างอื่น  เพราะเป็นเวลาที่พระสงฆ์ท่านกำลังกล่าวคำประสิทธิ์ประสาธน์พรให้แก่เจ้าภาพ  หรือให้แก่ประธานพิธีนั้น

            -  เมื่อพระสงฆ์สวดอนุโมทนาจบแล้ว  เจ้าภาพหรือประธานพิธีนิยมกราบหรือไหว้แสดงความเคารพพระสงฆ์อีกครั้ง  ตามสมควรแก่สถานที่นั้น  คือถ้านั่งอยู่กับพื้นก็นิยมกราบ  ถ้านั่งเก้าอี้ก็นิยมยกมือไหว้

        -  น้ำที่กรวดอุทิศส่วนกุศลแล้วนั้น  นิยมนำไปเทลงที่พื้นดินโดยเทรดต้นไม้  หรือหญ้า  ณ  สถานที่ภาพนอกตัวอาคารบ้านเรือน  เพื่อฝากไว้กับแม่พระธรณี  ห้ามมิให้เทลงในกระโถน  หรือเทลงในที่สกปรก

 

กำลังใจ  ที่ให้ลูก

ช่วยพันผูก  ลูกพ้นยา

 

พุทธวิธีบริหาร
Buddhist Style in Management

กลับขึ้นบน