สร้างพลังให้งานสำเร็จ

สมหวัง วิทยาปัญญานนท์

18 พฤศจิกายน 2542
Font : CordiaUPC

สรุปประเด็น

                        การพัฒนาตนเองให้ทำงานสำเร็จจะใช้อิทธิบาท 4 แต่การพัฒนางานให้สำเร็จใช้พละ 5 ซึ่งประกอบด้วย ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา การใช้พละ 5 ประยุกต์ในการบริหารงานนั้น  จะช่วยให้งานบรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมายได้สำเร็จง่ายยิ่งขึ้น

บทคัดย่อ

                        การบริหารเชิงพุทธ โดยใช้พละ 5 เพื่อให้งานสำเร็จบรรลุเป้าหมายที่วางไว้นั้น ประกอบด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา  ศรัทธาเป็นความเชื่อที่เป็นความจริง เป็นสัมมาทิฏฐิ เชื่อในเรื่องเหตุปัจจัย วิริยะเป็นความหมั่นเพียรที่จะทำงานนั้นอย่างไม่ย่อท้อ สมาธิเป็นพลังที่จะมุ่งมั่นในสิ่งที่ที่จะทำ เหมือนน้ำที่พุ่งออกมาจากท่อที่เอามือบีบปากท่อจะมีกำลังฉีดแรงขึ้น  ปัญญาเป็นการใช้จิตใจไตร่ตรอง และสติเป็นตัวเตือนคันบังคับให้ธรรมะชุดนี้ที่เหลือ มิให้หลงทาง คอยเตือนอยู่เสมอ

1. บทนำ

การสร้างพลังให้งานสำเร็จนี้ เป็นการสร้างพลังภายใน หรือ พละ 5 (บางทีเรียกว่า อินทรีย์ 5) เพื่อพาให้งานสำเร็จ เช่นเดียวกันกับการสร้างกำลังภายในบู้ลิ้มของจีน ซึ่งผู้ชนะมักจะมีพลังจิตที่เหนือกว่า เช่น มีขันติ ใช้ความสงบ สยบการเคลื่อนไหว มีเมตตาทะลายโทสะของผู้อื่นด้วยพลังความเย็นของจิตที่สะอาดกว่า สงบกว่า และสว่างกว่า มีพลังตัวเบาเพราะสามารถควบคุมจิตใจตนเองให้ละกิเลสได้ชั่วขณะ แต่นิยายกำลังภายในของจีนมักใช้ความอาฆาตเป็นแรงจูงใจ เป็นพลังผลักดันให้คนมุ่งฝึกฝนพัฒนาตนเอง แต่ในทางพุทธศาสนา จะสอนให้คนพัฒนาตนเองด้วยความเมตตา กรุณา ความหวังดีต่อตนเอง และต่อผู้อื่น

พละ 5 นี้ เป็นธรรมสำหรับผู้บริหาร ที่จะควบคุมเป้าหมายให้บรรลุวัตถุประสงค์ในงานภารกิจที่ตั้งใจไว้ โดยเปรียบเสมือนม้าศึก 4 ตัว ลากรถศึก มีขุนศึก 1 คน ถือบังเหียนบังคับม้าศึก ผู้บริหารเปรียบเสมือนแม่ทัพที่ควบคุมสั่งงานขุนศึกให้ปฏิบัติตามแผนที่วางเอาไว้

ข่าวสารนี้ส่วนใหญ่ยึดแนวจากหนังสือ “การบริหารเชิงพุทธ” โดย รศ.นิตย์ สัมมาพันธ์ คณะบริหารธุรกิจ NIDA สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์ (2529) แล้วขยายความต่อโดยผู้เขียน

2. พละ 5

พละ 5 ประกอบด้วยธรรมะ 5 อย่าง คือ

ศรัทธา
วิริยะ
สมาธิ
ปัญญา
สติ

2.1 ศรัทธา

ศรัทธา หมายถึง พลังจิตที่เกิดจากความเชื่อที่มิได้เป็นการเชื่ออย่างงมงาย (ดูเรื่องกาลามสูตร) แต่เป็นการเชื่อที่ได้รับการพิจารณาด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา แล้วจึงเชื่อ

ความเชื่อเรื่องชาติหน้ามีจริง จะทำให้จิตเราเป็นกุศล เป็นการได้รับผลดีทั้งในทางส่วนตัว และทางสังคม ในชาติปัจจุบัน ทำให้คนนิยมทำบุญ ทำกรรมดีมากกว่าทำกรรมชั่ว ทำให้คนไม่กลัวตาย เช่น พวกกามิกาเซ ชาวญี่ปุ่น เชื่อว่าตายแล้วยังได้เกิดใหม่ โดยเฉพาะตายเพื่อชาติเพื่อส่วนรวม

ความเชื่อเรื่องชาติหน้าไม่มีจริง ทางวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสมมติฐาน แต่ยังหาทางพิสูจน์ไม่ได้ ปรัชญาชีวิตแบบโอมาไคยัม พบอะไรผ่านเข้ามาใกล้มือก็หยิบฉวยครอบครอง กินทุกอย่างที่ขวางหน้า สนุกกับชีวิตในวันนี้ พรุ่งนี้อาจจะตายก็ได้ กรรมดำหรือกรรมชั่วก็จะเจริญโชติช่วงชัชวาล บางคนรู้สึกกลัวตาย ทำให้จิตใจเหงาหงอยไม่เป็นสุข แต่หากคนนั้นเชื่อกฎแห่งกรรมในปัจจุบันมีจริง ก็จะหันมาทำกรรมดีกัน

2.2 วิริยะ

ความเชื่อในเรื่องชาติหน้า หรือเชื่อในความดี จะทำให้เกิดพลังใจทำให้เกิดความขยันหมั่นเพียร เกิดความพอใจและศรัทธาในเพื่อน ในงาน เพราะเห็นว่ามีคุณประโยชน์ต่อคนและสัตว์ในโลกนี้ วิริยะจะเกิดจากการที่มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตดี แล้วเกิดพลังขึ้นมา ทำให้เป็นคนขยันขันแข็ง

2.3 สมาธิ

พลังที่เกิดจากการเพ่งอยู่กับสิ่งที่ทำอยู่ขณะใดขณะหนึ่ง เพียงสิ่งเดียว จะมีพลังสูงมาก เปรียบเสมือนน้ำที่พุ่งออกจากท่อยางที่มีคนเอามือบีบปากท่อ ทำให้น้ำพุ่งแรงและไกล หรือเช่น แรงกดแบบจุดจะให้น้ำหนักมากกว่าแรงกดแบบกระจายเต็มพื้นที่

2.4 ปัญญา

ปัญญาเปรียบเสมือนมีดคม ถ้ามีปัญญาอย่างเดียว แต่ขาดศรัทธาและขาดสติ จะเป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง ปัญญาเป็นพลังสำคัญ ทำให้คนเหนือกว่าสัตว์ทั้งปวง ในบรรดามนุษย์ด้วยกัน ก็ยังมีปัญญาไม่เท่ากัน ผู้มีปัญญาเหนือกว่า (IQ สูงกว่า) ย่อมสามารถชนะผู้ด้อยปัญญากว่าตน ไม่ว่าทางสงคราม การงาน และการกีฬาที่ต้องใช้สมอง

2.5 สติ

สติเป็นพลังสำคัญที่คอยถือคันบังคับ มิให้กระทำชั่ว คนขาดสติเป็นคนน่าสงสาร คนสติเฟื่องหรือเพี้ยนเล็กน้อย ยังพอทำเนา คนเสียสติก็จะลำบาก คนที่มีสมาธิดี และปัญญาดี แต่ขาดสติ จะเป็นคนแบบศาสตราจารย์สติเฟื่อง เก่งในเรื่องงาน แต่เรื่องสังคมชีวิตประจำวันดูไร้เดียงสา

 

3. รถม้าศึกพละ 5 พลังให้งานสำเร็จ

การประมวลองค์ 5 ของพลังพละ 5 เปรียบเสมือนรถศึกที่เทียมม้าสองคู่ (ดูแผนภูมิประกอบ)

ม้าศึกคู่แรก “ศรัทธาคู่กับปัญญา” ผู้มีปัญญาแต่ขาดศรัทธา จิตใจโน้มเอียงไปทางอกุศลจิต หย่อนศรัทธาในศาสนา ใช้ปัญญาเอาเปรียบสังคม เพื่อเป้าหมายของตนเอง เป็นอันตรายต่อสังคมไม่มากก็น้อย แต่ถ้าเป็นคนที่มีศรัทธาสูง แต่ด้อยปัญญา ก็จะเป็นคนงมงาย ถูกหลอกได้ง่าย เป็นคนโง่ทึม เกียจคร้าน ปัญญาอ่อน ดังนั้นปัญญาและศรัทธาจะต้องเป็นม้าศึกที่ทัดเทียมกัน ม้าศึกศรัทธาอยู่โค้งใน เพื่อกำกับเส้นทางวิ่ง ป้องกันแรงหนีศูนย์ ม้าศึกปัญญาวิ่งโค้งนอก ต้องฝีเท้าจัด วิ่งเร็ว แข็งแรง ตรวจสอบทางข้างหน้า ถ้ามีปัญหาก็จะได้ใช้ปัญญาแก้ไข

ม้าคู่ที่สอง “วิริยะกับสมาธิ” ผู้มีวิริยะ แต่ขาดสมาธิ จะทำอะไรก็กระสับกระส่าย ทำมากแต่ได้ผลน้อย เพราะคอยห่วงแต่จะทำอะไรคราวละหลายๆ เรื่อง ขณะทำเรื่องนี้อยู่ จะห่วงเรื่องโน้น ส่วนคนที่มีสมาธิแต่ขาดวิริยะก็เฉื่อยชา เชื่องซึมเกินไปจนไม่มีพลังที่จะทำงานให้สำเร็จ ม้าศึกสมาธิจะคอยวิ่งเล็งแนวกลางของเส้นทาง จะได้ไม่วอกแวกออกนอกเส้นทาง

ม้าศึกทั้ง 4 ตัวนี้ จะต้องมีกำลังฝีเท้าทัดเทียมกัน จึงจะสามารถลากรถศึก อันมีสติเป็นขุนศึกผู้คุมสายบังเหียน บังคับม้าไปสู่เป้าหมาย ตลอดจนคอยควบคุมม้าศึกทั้ง 4 ตอนวิ่งตรง วิ่งเข้าโค้ง ได้อย่างเหมาะสม และคอยป้องกันมิให้เสียสมดุลม้าศึก จนพารถศึกคว่ำออกนอกเส้นทาง นั่นหมายถึงความล้มเหลวในการงาน

ข้อสังเกต เมื่อคนเกิดศรัทธาในงาน ก็จะพอใจ (ฉันทะ) ในงาน เกิดความรู้สึกอยากทำงาน เมื่อไม่รู้สึกเบื่องาน ก็จะเกิดขยันหมั่นเพียรวิริยะ เมื่อเกิดทั้งความชอบในงาน และทำงานมาก ก็จะเกิดใจจดใจจ่อในงาน เกิดสมาธิแน่วแน่ เมื่อเกิดสมาธิในงาน ก็เกิดการเอาใจใส่งาน ไตร่ตรองงาน ต้องการให้งานสัมฤทธิ์ผล ก็จะเกิดปัญญาขึ้น และทุกขั้นตอนจะต้องมีสติ เพื่อให้รู้สถานะปัจจุบันว่าดีหรือไม่ดี ถูกทางหรือหลงทาง ที่คอยกำกับศรัทธาว่าเชื่อถูกต้องนะ ขยันถูกทางเหมาะสมแล้วนะ ใจจดจ่อกับงานที่สัมพันธ์กับเป้าหมายหรือหลงไปสนใจสิ่งอื่นอยู่นะ ตลอดจนกำกับปัญญาว่าคิดถูกต้องนะ ปัญหาที่แก้ไขอยู่แก้ที่เหตุรากเหง้าหรืออาการที่เห็นนะ

 

4. การประยุกต์ใช้พละ 5 ในเชิงบริหาร

มีความศรัทธาว่าการใช้การบริหารเชิงพุทธในการบริหารธุรกิจ เป็นการบริหารที่ดีที่สุด (ดูเรื่อง เชาวน์อารมณ์( EQ ) ประกอบ) ที่เป็นการบริหารที่เริ่มที่จิตใจ และสร้างคุณงามความดีพร้อมๆ กัน

ตั้งใจว่าจะใช้พละ 5 ในการบริหารงาน และใช้เป็นพลังให้งานสำเร็จ (อาจใช้อิทธิบาท 4 ประกอบด้วยก็ได้)

จูงใจให้พนักงานทุกคนศรัทธาในงานที่ตนเองทำอยู่ ให้เชื่อมั่นในคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่ว่าทำดีแล้วได้ดี โดยการเผยแพร่ธรรมทางสื่อต่างๆ และให้ฟังเทศน์

ชักจูงให้พนักงานเกิดความเพียร อยากทำงานให้บริษัท ที่เป็นเสมือนหม้อข้าวหม้อแกงที่คอยเลี้ยงชีพพนักงานทุกคน หาทางให้พนักงานไม่เบื่องาน

ฝึกพนักงานให้มีสมาธิในการทำงาน จัดสถานที่ทำงานที่ไม่มีสิ่งรบกวนสมาธิ เช่น แสงจ้า เสียงดัง ฝุ่นมาก อากาศเย็นสบายเหมาะสม สร้างสิ่งสวยงามในที่ทำงาน การทำ 5ส บางครั้งอาจมีโปรแกรมให้พนักงานฝึกนั่งสมาธิ การเล่นกีฬา ที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ยิงปืน กอล์ฟ การเดินไต่ราว เป็นต้น

สร้างปัญญาให้กับพนักงานโดยการอบรม การให้พนักงานเขียนข้อเสนอแนะ การทำกิจกรรม QC  เพื่อแก้ปัญหา การดูงานเพื่อประเทืองปัญญา จัดที่ปรึกษาคอยชี้แนะในงาน การเล่นกีฬาที่ต้องใช้สมอง เช่น หมากรุก หมากฮอด

ฝึกให้พนักงานมีสติทุกขั้นตอนของงาน หยั่งรู้ ระวังภัย เช่น กิจกรรม KYT ป้ายเตือนภัย การให้พนักงานด้วยกัน ตักเตือนกันเองในขณะปฏิบัติงาน เมื่อเกิดเหตุผิดปกติหรือบกพร่อง จัดป้ายตัวเลขสถิติอุบัติเหตุให้เห็นชัด ติดป้ายชี้บ่งสถานะ การเล่นกีฬา หรือเกมที่ต้องใช้สติ เช่น ชกมวย เกมกด

มอบหมายงานให้กลุ่มพนักงานทดลองแก้ไขปัญหาบริษัท และให้มีผู้บริหารระดับผู้จัดการส่วน ชี้แนะหรือวินิจฉัย  ( Diagnosis ) อยู่เป็นระยะๆ

สร้างจุดเตือน จุดวัดประสิทธิภาพ กราฟควบคุม เพื่อเป็นเครื่องมือในการเตือนสติว่า ตอนนี้ดี ตอนนี้ไม่ดี จะได้รู้ว่ายังอยู่ภายใต้การควบคุมของสติอยู่

5. บทส่งท้าย

พละ 5 นี้ เป็นพลังให้งานสำเร็จ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของมนุษย์ คือ “มีความสุขและพบความสำเร็จสมหวังในงานและในชีวิต” พละ 5 ประกอบด้วย ม้าศึก 4 ตัว คือ ศรัทธา วิริยะ สมาธิ และปัญญา โดยมีสติคอยกำกับทิศทางที่จะมุ่งไปสู่ความสุขและความสำเร็จ การนำหลักการบริหารเชิงพุทธ มาใช้ในเชิงธุรกิจ จะเป็นการชนะแบบยั่งยืน เพราะเป็นการชนะอย่างขาวสะอาด สร้างสรรค์คนดี และทำให้สังคมดีขึ้น ถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้จะพบว่า พละ 5 มีส่วนคล้ายกับการบริหารงานแบบคุณภาพโดยรวม ( TQC หรือ TQM ) เป็นอย่างมาก

หวังว่าคงเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจบ้างพอสมควร

พุทธวิธีบริหาร
Buddhist Style in Management

พละ5 ( Power )

กลับขึ้นบน