บริหารด้วยสัปปุริสธรรม

สมหวัง วิทยาปัญญานนท์

21 มกราคม 2543
Font : CordiaUPC

สรุปประเด็น

        ธรรมะสำหรับนักบริหารที่สำคัญ คือ สัปปุริสธรรม 7 คือ เหต ุ – ผล - ตน -ประมาณ - กาล - ชุมชน - บุคคล ซึ่งเป็นหลักของคนดีที่ถูกต้อง ไม่ใช่คนที่ถูกใจ แต่อาจไม่ถูกต้อง

บทคัดย่อ

                        การบริหารด้วยสัปปุริสธรรม 7 หรือหลักคนดีที่ถูกต้อง ประกอบด้วย  ความเป็นคนรู้จักเหตุ (เห็นเหตุแล้วคาดการณ์ถึงผลในอนาคต)   รู้จักผล (เห็นผลตอนนี้แล้วหยั่งรู้ถึงสาเหตุได้ในอดีต) รู้จักตน (รู้จักตนเอง สมรรถนะความรู้ความสามารถของตน)  รู้จักประมาณ (รู้จักความพอเพียงพอดีของตนเองและสิ่งต่างๆ)  รู้จักกาล (รู้จักเวลาว่าควรทำอย่างไร จึงจะเหมาะสมและมีประสิทธิผล)  รู้จักชุมชน (รู้จักการประพฤติตนเอง เมื่ออยู่ในสังคมต่างๆ ในเรื่องของการคิด การพูด และการทำ)  และรู้จักบุคคล (รู้วิธีการเลือกคบแต่คนดี หรือกัลยาณมิตร และหลีกเลี่ยงการคบคนพาล ตลอดจนการรู้จักการมอบหมายงานแก่บุคคลที่เหมาะสม)  

1.บทนำ

ปี ค.ศ.2000 นี้ มีเรื่องที่ทั่วโลกพากันหวาดวิตกในเรื่องของ Y2K ว่าจะก่อเหตุไปต่างๆ นาๆ ไม่ว่าจะเรื่องของอุบัติเหตุ การเงิน และระบบข้อมูล แต่ก็ผ่านไปด้วยดี แม้ว่าปี ค.ศ.2000 ใครๆ ก็รู้ว่าตัวเลข ค.ศ.2000 นั้น มาจากการเพิ่มขึ้นทีละปี คือ เมื่อ ค.ศ.1999 ปีถัดไปก็ ค.ศ.2000 เรียกว่ารู้ตัวล่วงหน้า แต่บริษัทที่ผลิตเครื่องคอมพิวเตอร์และโปรแกรมซอฟแวร์ก็ไม่ได้เตรียมให้ผู้ใช้ (ลูกค้า) ก็จะมาทำตอนใกล้ๆ ปี ค.ศ.2000 คือ ทำในปี ค.ศ.1999 ทำให้ผู้ใช้ทั่วโลกต้องเสียเงินค่าปรับปรุงนับแสนล้านบาท คนที่ได้เงินกำไรมหาศาลก็คงเป็นบริษัทโปรแกรมซอฟแวร์ คนที่เสียเงิน คือ ผู้ใช้ นับว่าผู้ใช้นับวันก็จะเป็นทาสเทคโนโลยีลงรากลึกเข้าไปเรื่อยๆ (เหมือนถูกหลอก) แต่ก็โชคดีที่ Y2K ผ่านไปด้วยดี เลยไม่รู้ว่าเป็นของจริงที่เตรียมการดีหรือลวงโลกกันแน่

ปี ค.ศ.2000 ที่ต่างพากันเห่อ แม้นแต่จะไปดูดวงอาทิตย์ขึ้นวันแรกในสหัสวรรษใหม่ มีผู้เชี่ยวชาญนักวิชาการต่างออกมาวิเคราะห์กันว่า “ไม่ใช่สหัสวรรษใหม่หรอกครับ แต่เป็นปีสุดท้ายของสหัสวรรษเก่าต่างหาก” เรียกว่าหน้าแตกกันไปเรียบร้อยแล้วครับ “ต้อง ปี ค.ศ.2001 ปีหน้าโน่น จึงจะได้ชื่อว่าสหัสวรรษใหม่อย่างแท้จริง” คนทั่วโลกถูกความเชื่อจากการโฆษณาจนงมงาย ขัดต่อหลักของ “กาลามสูตร” เรื่องความเชื่อ

สหัสวรรษ (Millennium) แปลว่า พันปี เขาก็โฆษณาว่า Millennium 2000 แท้จริงแล้ว Millennium 2 (2 พันปี) ไม่ใช่ Millennium 2000 (2000 พันปี) นั่นคือ

ค.ศ.2000 = 2 nd Millennium เต็มๆ ค.ศ.2001 ก็ย่างเข้า Millennium 3

ก็คงเป็นเหตุจากโฆษณามาก็นำมาโฆษณากันไป ฟังกันมาสืบต่อกันไป ขัดต่อหลัก “กาลามสูตร” ต้องใช้ปัญญาให้มากกว่านี้ อย่าเชื่อง่ายนัก ทำแล้วก็จำไปอย่างผิดๆ

ลองมาดูการพยากรณ์เหตุการณ์โลกอีก 100 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2543 ถึง 2643 หรือ ค.ศ.2000 – 2100) นักวิทยาศาสตร์ฝรั่งชื่อ นายรูเพิร์ด เชลเดรด เขาทำนายโลกอนาคตเป็นอย่างไร แม่นหรือไม่ ลองมาใช้ปัญญาตีความกัน

  1. ทฤษฎีคู่โดยชาวกรีกโบราณ เช่น รัก – เกลียด ดี – เลว ทฤษฎีนี้สร้างทัศนคติการแบ่งแยก จะเกิดทฤษฎีใหม่ คือ หนึ่งเดียว เช่น มนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของโลก ถ้าทำลายสิ่งแวดล้อม มนุษย์ก็อยู่ไม่ได้ (คล้ายทฤษฎีองค์รวม)
  2. นายเดวิด โบห์ม ระบุว่า การทดลองทางวิทยาศาสตร์ ที่เคยใช้ไม่ได้ในปีก่อน 2000 ก็จะกลายเป็นความจริงขึ้นมา (ใช้ได้) ในช่วงยุคใหม่นี้
  3. มนุษย์จะเข้ากับธรรมชาติอย่างลึกซึ้ง การติดต่อทางโทรจิตจะเป็นไปได้สำหรับคนบางกลุ่ม และอาจเป็นไปได้ที่จะระลึกชาติถึงชีวิตชาติอื่นๆ ได้
  4. คอมพิวเตอร์ จะใช้ระบบผลึกเหลว สามารถติดต่อกันได้ทั่วโลกด้วยตัวของมันเอง คล้ายกับสิ่งมีชีวิตมากกว่าจะเป็นเครื่องจักรกล การติดต่อทางโทรศัพท์ วิทยุ ดาวเทียม อาจจะไม่จำเป็นอีกต่อไปแล้ว
  5. วิทยาศาสตร์ และศาสนาที่ถูกจัดแบ่งให้เป็นฝ่ายตรงข้ามกันตลอดมา จะเกิดการนำทัศนคติแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ทางซีกโลกตะวันตก ผนวกกับศาสนาทางซีกโลกตะวันออกมารวมกันเป็นหนึ่งเดียว บรรดาศาสดาและอาจารย์ต่างๆ ทางโลกซีกตะวันออกจะเป็นผู้นำการรู้แจ้งแห่งจิตใจด้วยสมาธิ
  6. ผู้นำรัฐบาลเป็นผู้รับใช้สังคมแทนที่จะเป็นเจ้านาย ทำให้โลกเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง จะมีการปกครองด้วยระบบรัฐบาลแห่งโลก จะทำให้สงครามมีแต่ในประวัติศาสตร์ และผู้นำบ้าอำนาจ จะสูญพันธ์ไปจากโลกนี้
  7. โลกจะเข้าสู่ระบบเงินตราเพียงรูปแบบเดียว และอัตราเดียว

ฟังคำพยากรณ์โลกในอีก 100 ปีข้างหน้า ก็ให้พิจารณาไตร่ตรอง อย่าพึ่งเชื่อ และอย่ารีบปฏิเสธจากคำพยากรณ์ว่าวิทยาศาสตร์และศาสนาจะเป็นหนึ่งเดียวในความคิดของผู้เขียน คิดว่าน่าจะเป็นจริง เพราะวิทยาศาสตร์เน้นเชิงวัตถุ (ดู IQ) ศาสนาเน้นเชิงจิตใจและวิญญาณ (ดู EQ) และนึกถึงทางพุทธศาสนาที่สอนแบบวิทยาศาสตร์ สอนให้ไตร่ตรอง อย่าเชื่อง่าย และเน้นเรื่องจิตใจที่เกิดจาก ทาน ศีล สมาธิ ปัญญา น่าที่จะรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิทยาศาสตร์ได้ง่ายมาก เพราะวิทยาศาสตร์ก็เป็นธรรมชาติทางวัตถุเป็นส่วนใหญ่ และศาสนาพุทธก็เป็นธรรมชาติทางจิตวิญญาณ ทั้งสองอย่างก็คือธรรมชาติของโลกมนุษย์นี้เอง การทำงานให้สำเร็จต้องให้ได้ผลเชิงวัตถุและเชิงจิตใจพร้อมๆ กัน จึงจะเป็นความสำเร็จที่แท้จริง ความเห็นของผู้เขียนคิดว่า “ประเทศไทยนี่แหละ คือ ตัวแทนศาสนาทางโลกซีกตะวันออกที่จะไปรวมกับวิทยาศาสตร์ทางโลกซีกตะวันตกใน 100 ปีข้างหน้า” ซึ่งคนไทยน่าที่จะภาคภูมิใจในเรื่องของผู้นำในเรื่องนี้ บางท่านเล่าว่าที่พุทธศาสนาเจาะจงเผยแพร่เข้าประเทศไทย เพราะมีการทำนายว่า หลัง พ.ศ.2500 ประเทศอินเดียคนนับถือศาสนาพุทธจะน้อยลง และจะมาเจริญรุ่งเรืองที่ประเทศไทย จนสิ้นพุทธสมัยในปี พ.ศ.5000

ธรรมะสำหรับผู้บริหารงานธุรกิจ พระสงฆ์ผู้บรรยายธรรม มักจะหยิบยก สัปปุริสธรรม 7 มาด้วยเสมอ แม้นว่าจะมีธรรมะอื่นๆ อีกมากมายที่ผู้บริหารควรนำมาปฏิบัติก็ตาม นอกจากนี้มักจะบรรยายธรรมะเน้นไปทางชีวิตประจำวันมากกว่าที่จะเน้นเชิงธุรกิจ อาจเป็นเพราะพระสงฆ์มีประสบการณ์ทางธุรกิจไม่มากพอนั่นเอง ผู้เขียนก็เลยคิดว่าจะแปลความในเชิงธุรกิจลงสู่รากลึกเพื่อให้ปฏิบัติได้ ซึ่งเป็นที่มาของ การบริหารด้วยสัปปุริสธรรม 7 (หลักคนดีที่ถูกต้อง) ในบทความฉบับนี้

2.หลักการของสัปปุริสธรรม 7

สัปปุริสธรรม แปลว่า ธรรมะสำหรับคนดีหรือสัตบุรุษ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้

ประทานไว้มี 7 ข้อ ดังนี้

ธัมมัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักเหตุ” เช่น รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์

อัตถัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักผล” เช่น รู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้

อัตตัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักตน” ว่าโดยชาติตระกูล ยศศักดิ์สมบัติบริวาร ความรู้ และคุณธรรมเพียงเท่านี้ๆ แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร

มัตตัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักประมาณ” ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิต แต่โดยทางที่ชอบและรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร

กาลัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลา” เช่น รู้ว่าเวลานี้เป็นเวลาอันสมควรในอันประกอบกิจนั้นๆ

ปริสัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักชุมชน” โดยกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่าชุมชนหมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องประพฤติต่อชุมชนนั้นๆ ว่าชุมชนหมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้

ปุคคลัญญุตา หมายถึง “ความเป็นผู้รู้จักบุคคล” ควรรู้วิธีเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดี ควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ

ถ้าใครมีคุณธรรมทั้ง 7 ข้อนี้ บริบูรณ์อยู่ในตัวเอง คนนั้นจึงได้ชื่อว่า เป็นคนดี ถ้าใครมีแต่ว่าไม่ครบก็ยังมีความดีอยู่บ้าง

ในสมัยพุทธกาล มีการเรียกร้องอยากได้คนดี (เหมือนสมัยนี้ที่ต้องการคนดีมาเป็น สส.) แต่เมื่อถามว่า “คนดีที่ต้องการนั้นมีลักษณะอย่างไร” ส่วนใหญ่ตอบไม่ได้ เพราะจะตอบ “คนที่ถูกใจ” มากกว่า “คนดีที่ถูกต้อง” เช่น มีคนหนึ่งเวลาทำงานดีมาก แต่ตกเย็นนั่งกินเหล้าเมามาย คนดีในสายตาของโจร ก็อีกแบบหนึ่ง คือต้องปล้นได้เงินมาก คนดีในสายตาของนายจ้าง ก็ยังแบบหนึ่ง คือ ทำงานให้คุ้มค่าจ้าง ซึ่งจะเห็นได้ว่าไม่มีมาตรฐานของคนดีที่ถูกต้องอยู่เลย

เมื่อความเรื่องนี้ได้ไปถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์จึงตรัสลักษณะคนดีไว้เป็นมาตรฐาน 7 ประการ คือ “สัปปุริสธรรม” จำง่ายๆ ดังนี้ “เหตุ – ผล – ตน – ประมาณ – กาล – ชุมชน – บุคคล”

จากนวโกวาท มีแถมอีก 7 คือ สัปปุริสธรรม อีก 7 คล้ายๆ กับ New 7 Tools ใน QCC ดังนี้

  1. สัตบุรุษ ประกอบด้วยธรรม 7 ประการ คือ ศรัทธา – ละอายต่อบาป – กลัวต่อบาป – ได้ยินได้ฟังมาก – มีความเพียร – สติมั่นคง – มีปัญญา
  2. ปรึกษาสิ่งใดกับใคร ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  3. คิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  4. พูดสิ่งใดก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  5. ทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น
  6. มีความเห็นชอบ เช่น มีความเห็นว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว
  7. ให้ทาน โดยเคารพ คือ เอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้นไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย

3.แนวคิดในการใช้สัปปุริสธรรมในการบริหาร

ท่านพุทธทาส ได้บรรยาย “การบริหารธุรกิจแบบพุทธ” ซึ่งได้กล่าวถึงสัปปุริสธรรมอยู่เหมือนกัน รายละเอียดฟังได้จากเทปบันทึก จัดทำโดยสำนักพิมพ์สุขภาพใจ กทม.

แนวคิดในการใช้สัปปุริสธรรมในการบริหาร ตามหลักการบริหาร มี 4M ที่สำคัญคือ Man (คน) Machine (เครื่องจักร) Money (เงินทุน) และ Material (วัสดุ) และเชื่อว่า M ที่สำคัญที่สุดคือ Man (คน) เพราะคนสามารถหาเครื่องจักร หาเงิน และหาวัสดุมาให้ได้ หากเราทำให้คนนั้นเป็นคนดีที่ถูกต้องแล้ว เชื่อแน่ว่าจะบริหารงานได้สำเร็จสมประสงค์ คนดีที่ถูกต้องนี้ คือ ต้องเป็นทั้งคนดี และคนเก่งด้วย

เมื่อพิจารณาอย่างผิวเผินแล้ว สัปปุริสธรรม 7 คือ เหตุ – ผล – ตน – ประมาณ – กาล – ชุมชน – บุคคล จะไปเกี่ยวข้องกับการบริหารได้อย่างไร เพราะยังเป็นการรู้จัก ยังไม่รู้จริง และยังไม่รู้แจ้ง และเป็นเพียงแค่ความรู้ (ปริยัติ) ยังไม่ได้นำไปปฏิบัติ (ปฏิบัติ) และยังไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ (ปฏิเวธ)

แนวคิดในเรื่องการบริหาร หากรู้จัก “บริหารตน” แล้วไซร์ หลักการบริหารนี้ย่อมสามารถประยุกต์ใช้กับ “การบริหารชีวิตประจำวัน การบริหารครอบครัว การบริหารงานของตนเอง การบริหารธุรกิจระดับผู้จัดการ และการบริหารประเทศชาติได้”

จาตารางเทียบสัปปุริสธรรม 7 กับหลักคนดี และคนเก่ง ได้ดังนี้

ธรรมะ

สัปปุริสธรรม 7 (ความเป็นผู้รู้จัก)

ลักษณะคน

เหตุ

ผล

ตน

ประมาณ

กาล

ชุมชน

บุคคล

คนดี              
ประพฤติดี    

o

o

o

o

 
มีน้ำใจ      

o

o

o

 
ใฝ่ความรู้

o

o

 

o

   

o

คู่คุณธรรม    

o

o

 

o

 
คนเก่ง              
เก่งงาน

o

o

 

o

o

   
เก่งคน    

o

o

o

o

o

เก่งคิด

o

o

o

o

o

o

 
เก่งเรียน

o

o

 

o

     

4.การประยุกต์ใช้งานสัปปุริสธรรมในการบริหาร

ความเป็นผู้รู้จักเหตุ

ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายถึง ความรู้ถึงหลักการ รู้กฎเกณฑ์ รู้แบบแผนในการทำงาน รู้กฎเกณฑ์ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งสามารถคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่า เหตุเกิดอย่างนี้แล้ว จะส่งผลออกมาอย่างนั้น

คุณสมบัติของผู้รู้จักเหตุ 3 ประการ

  1. ต้องเป็นคนใฝ่การศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม
  2. ต้องเป็นคนช่างสังเกต เพราะถ้าเรียนรู้หลักแต่ไม่ช่างสังเกต ก็จะเอาประโยชน์ไม่ได้
  3. ต้องมีกัลยาณมิตร คบคนดีเป็นเพื่อน คอยเป็นพี่เลี้ยง หรือหาผู้รู้ (“ศิษย์ต้องมีครู”)

ความเป็นผู้รู้จักเหตุ คือ เห็นเหตุหรือการกระทำเกิดขึ้นในปัจจุบัน แล้วรู้ว่า จะส่งผลในอนาคตอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลเตือนภัย ในการวางแผนป้องกันต่อไป

ตัวอย่างการเห็นเหตุ แล้วหยั่งรู้ผล ดังนี้

  1. ขี้เกียจอ่านหนังสือ อาจสอบได้คะแนนไม่ดี
  2. ขยันทำงาน ปลายปีได้เงินเดือนขึ้นมาก
  3. ฝนตกหนักทั้งปี วัตถุดิบมีความชื้นสูงขึ้น
  4. ทำได้ ได้ดี

ความเป็นผู้รู้จักผล

ความเป็นผู้รู้จักผล หมายถึง เมื่อมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแล้ว (ผลเกิดขึ้น) ก็จะใช้ความรู้ความละเอียด ความช่างสังเกต นำมาวิเคราะห์แยกแยะได้ทันทีว่า ผลที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุใด

ความเป็นผู้รู้จักผลคือ เห็นผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแล้วรู้ว่าเกิดจากสาเหตุอะไรในอดีต เพื่อเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหา

หรือใช้ประโยชน์ในปัจจุบันและอนาคต โดยการขจัดสาเหตุรากเหง้า หรือปฏิบัติตามวิธีการ ที่ได้ผลดีมาแล้ว

ตัวอย่างการเห็นผลหรือทุกข์หรือปัญหา แล้วรู้สาเหตุ ดังนี้

  1. เห็นคนไข้เป็นกามโรค ทราบเหตุเลยว่าต้องไปเที่ยวซุกซนมา
  2. เห็นคนหลับกลางวัน ทราบเลยว่า พ่อแม่เลี้ยงแบบปล่อย ไม่เคยให้กฎเกณฑ์ในการเข้านอน
  3. นักโบราณคดีเห็นกระโหลกชิ้นเดียว สามารถตอบได้เลยว่า บริเวณนี้เจริญรุ่งเรืองมาเป็นพันปี เป็นหมื่นปีมาแล้ว
  4. เห็นหินปูนและฟอสซิล นักธรณีวิทยา ก็จะทราบเลยว่าหินปูนเกิดในยุคไหน สภาพแวดล้อมการเกิดเป็นอย่างไร
  5. ในการบริหารงานมักจะพบปัญหาอยู่บ่อยๆ เช่น เครื่องจักรชำรุดบ่อย คุณภาพผลิตภัณฑ์ตกบ่อย วัตถุดิบเปียกชื้น สิ่งนี้เป็นผล (Result) ซึ่งหากแตกต่างจากเกณฑ์กำหนดก็จะเป็นปัญหาขึ้นมาทันที นั่นคือ เห็นผลแล้ว การที่จะรู้เหตุรากเหง้านั้น บางอย่างก็ดูไม่ยาก บางอย่างก็ต้องสืบสวนสอบสวน ตามกระบวนการแก้ไขปัญหา ซึ่งยากที่จะบอกสาเหตุรากเหง้า หรือลงลึกละเอียดพอที่จะเอาเหตุนั้นไปแก้ปัญหาหรือตอบโต้ปัญหา

    ในทางอริยสัจ 4 การที่จะแก้ปัญหาได้ก็ต้องรู้เหตุรากเหง้า จึงจะหามาตรการแก้ไขปัญหาได้ เช่นเดียวกันกับกระบวนการแก้ปัญหาด้วย QC Story ในการทำงานเชิงธุรกิจและชีวิตประจำวันจะมีปัญหามากมาย การแก้ปัญหาไม่ตรงเหตุรากเหง้า ปัญหาจะเกิดซ้ำอีกในกระบวนการ QCC ก็มีการใช้ผังก้างปลาค้นหาเหตุ ปัญหาในการหาเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไรนั้นต้องทำ 3GEN นั่นคือ ต้องลงพื้นที่จริง เหตุการณ์จริง และของจริง

ความเป็นผู้รู้จักตน

ความเป็นผู้รู้จักตน หมายถึง รู้ภาวะ สถานะที่ตัวเองเป็น รู้ฐานะที่ตัวเองมี รู้กำลังความสามารถ สติปัญญาของตัวเอง

รู้จักภาวะที่ตัวเองเป็น คือ เกิดมาก็เป็นสถานะลูก ต่อมาก็อาจเป็นพี่หรือเป็นน้อง เป็นคนไทย เป็นชาวเมืองไหน ตำบลไหน ต่อมาก็เป็นนักเรียน ลูกศิษย์ โตขึ้นก็อาจเป็นลูกจ้าง นายจ้าง เจ้าของธุรกิจ ถ้าออกบวชก็เป็นพระสงฆ์ มีลูกก็เป็นพ่อเป็นแม่ มีอาชีพก็เป็นวิศวกร เกษตรกร แพทย์ บางคนก็อาจเป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ข้าราชการ สส. เป็นต้น จากภาวะที่เราเป็น เช่น เป็นลูก ก็ต้องรู้หน้าที่ของลูกที่ดี เป็นผู้จัดการส่วน ก็ต้องรู้หน้าที่ของผู้จัดการส่วนที่ดี เป็นลูกจ้างก็ต้องรู้หน้าที่ของลูกจ้างที่ดี ควรพึงมีพึงเป็นต่อบริษัทผู้ว่าจ้าง ที่เมตตาให้ค่าจ้างเรามาเพื่อการดำรงชีวิต เป็นชาวพุทธ ก็ต้องรู้หน้าที่ที่มีต่อศาสนาพุทธที่ดี เป็นต้น

รู้จักฐานะที่ตัวเองมี คือ รู้ว่าเรามีความรู้ ความสามารถ มีศีลมีธรรม มีกำลังกาย มีการศึกษา มีญาติมิตร มีความเชื่อมั่นในตัวเอง มีความมั่นคงทางจิตใจ มีเกียรติยศ ฐานะการเงิน ตำแหน่ง มีอำนาจดำเนินการเพียงใด มีความสามารถในการควบคุมเครื่องจักรเพียงใด มีสุขภาพแข็งแรงแค่ไหน จากการรู้จักฐานะที่ตัวเองมี เมื่อมองในระดับธุรกิจ จำเป็นต้องรู้ว่าคุณภาพวัตถุดิบที่ตัวเองมี ปริมาณวัตถุดิบที่เรามี กำลังพล เครื่องมือ เครื่องจักรที่ตัวเองมี จุดอ่อนจุดแข็งในกระบวนการผลิตเป็นอย่างไร ใน ISO9000 ก็บอกให้บริษัทให้ทบทวนตัวเอง เมื่อจะทำสัญญากับลูกค้า ว่ามีศักยภาพในการผลิตสินค้า ส่งมอบให้ลูกค้าโดยไม่มีปัญหาในด้านวัตถุดิบ ความสามารถเครื่องจักร กำลังพล งบประมาณเงินทุน ในยุค IMF ก็ต้องรู้ว่าฐานะการเงินของบริษัทเป็นอย่างไร เพื่อกำหนดกลยุทธในการฝ่าวิกฤต

ความเป็นผู้รู้จักตนคือ มองตัวเองหรือองค์กรแล้วทบทวนดูว่าสถานะที่ตัวเองเป็นและฐานะที่ตัวเองมีเป็นอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลในการบริหารตน บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

คุณสมบัติของความเป็นผู้รู้จักตน มีดังนี้

  1. ศรัทธาในการทำความดี หรือต้องการให้ผลงานออกมาดี
  2. มีศีลมั่นคง ปฏิบัติตามกฎระเบียบบริษัท และข้อปฏิบัติงานมาตรฐานอย่างเคร่งครัด
  3. ตั้งใจศึกษาธรรมะ การใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ เพื่อเพิ่มสติปัญญาในการพิจารณาตนเองได้อย่างถูกต้อง
  4. มีการเสียสละ การให้ทาน การทำงานทุ่มเทเพื่อองค์กร ใจก็จะเป็นกลาง สามารถพิจารณาตน พิจารณางานได้ดี
  5. ใช้ปัญญาโดยการหาความรู้เสมอ ไม่เชื่ออย่างงมงาย พยายามใช้สมองคิด จะใช้วิธีระดมสมองก็ได้
  6. มีปฏิภาณในการตอบโต้ปัญหา แก้ปัญหาเก่ง ซึ่งต้องหมั่นหาความรู้ วิธีการแก้ปัญหาต่างๆ จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือหมั่นถามผู้รู้

ความเป็นผู้รู้จักประมาณ

ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึง รู้จักความพอเหมาะ พอดี ถ้าทำงานอะไรก็ตาม แล้วยังทำไม่ดีพอ ก็จะทำให้เสียงาน หรือคุณภาพงานตกไป

การหาจุดพอดีของแต่ละคน ของแต่ละหน่วยงานไม่เท่ากัน และไม่มีเครื่องชั่ง ตวง วัด มาบอกได้ว่าพอดี ต้องเอาใจที่ละเอียด ใจที่สุขุม ใจที่มีปัญญา ใจที่มีความรอบคอบ เข้าไปวัดความพอดี ดังนั้น การหาจุดพอดีนั้นหายาก แต่ต้องฝึกหาให้เจอให้พบ จะให้ใครมาหาแทนเราก็ไม่ได้ เพราะจุดดีนั้นเป็นจุดเฉพาะตัว

ความเป็นผู้รู้จักประมาณคือ มองงานที่ตนเองทำอยู่แล้วพิจารณาวิเคราะห์ด้วยปัญญาว่าความพอเหมาะความพอดีความพอเพียงอยู่ที่ไหน เท่าไร เพื่อจะได้กำหนดแผนการปฏิบัติได้เหมาะสม อันมุ่งไปสู่ผลลัพธ์อย่างดีเลิศ

ตัวอย่างความเป็นผู้รู้จักประมาณ ดังนี้

  1. ตำน้ำพริกตามตำรา สัดส่วนวัตถุดิบถูกต้อง แต่ใช้เวลาตำเร็ว ตำละเอียดเลยเหม็นเขียว กินไม่ได้ กินไม่อร่อย เป็นความไม่พอเหมาะพอดีทางด้านเวลาตำและความละเอียดของน้ำพริกหลังตำเสร็จ
  2. สัดส่วน Rawmeal ถูกต้อง แต่เผาปูนไฟอ่อนไปหน่อย ปูนไม่สุก เกิดฟรีไลมสูง เป็นความไม่พอเหมาะพอดีด้านอุณหภูมิการเผา หรือช่วงเวลาที่ใช้ในการเผาปูน
  3. การเตือนคน ถ้าพูดไพเราะก็เป็นการ “เตือน” ถ้าพูดแรงไปนิดหนึ่งก็เป็น “ตักเตือน” ถ้าแรงไปอีกก็เป็น “ดูถูก” ถ้าแรงขึ้นไปอีกก็เป็น “ด่าติเตียน” ดังนั้นคำพูด ถ้าไม่ปรับให้เหมาะสม ก็คือไม่รู้จักประมาณ ก็อาจเปลี่ยนความหมายได้
  4. ทำความดีให้พอเหมาะพอดี ทำดีแล้วยังไม่ได้ดี ก็อาจเกิดจากทำความดีที่ยังไม่พอดี คือ ไม่ตรงจุดปริมาณการกระทำน้อยไป หรือทำมากไป จนลงรายละเอียดงานหรือปัญหาไม่ได้
  5. ถ้าเรากินจนอิ่มเมื่อไร ก็จะอึดอัดไม่พอดี
  6. ใช้ส้วมระบบชักโครก ใช้น้ำมาก แหล่งน้ำไม่เพียงพอ อาจต้องเปลี่ยนมาเป็นส้วมราด
  7. ใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำแต่เพียงพอดี ไม่มากเกินไป เท่าที่จำเป็นต่อการใช้งาน ซึ่งจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และลดการทำลายสิ่งแวดล้อมด้วย
  8. เครื่องนุ่งห่ม ก็อย่าให้มันมากเกินไป เอาแค่พอควร บางครั้งอาจตัดเสื้อผ้าที่ใช้ได้หลายงาน เช่น งานวัด งานศพ งานแต่งงานก็ได้ อย่าเป็นทาสมัน หรือแยกเสื้อผ้าที่ทำงานเปื้อนออกจากเสื้อผ้าที่ต้องสะอาดใส่ขณะทำงาน
  9. เรื่องที่อยู่อาศัย ก็ควรเลือกแต่พอดี ไม่ใหญ่โตเกินไป เพราะดอกเบี้ยแพง หรือเป็นหนี้เป็นสินมาก
  10. จัดหาเครื่องจักรมาแต่พอดี ไม่เผื่อมากเกินไป จะเปลืองต้นทุนเครื่องจักร ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง
  11. สต๊อกวัสดุพัสดุแต่พอดี ไม่เผื่อมากเกินเหตุ ทำให้สินทรัพย์ที่พัสดุคงคลังสูง เงินจม
  12. หาจุดเหมาะสม (Optimization) ทางเลือกต่างๆ ซึ่งมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ กำไรสูงสุด (Maximize Profit) และต้นทุนต่ำสุด (Minimize Cost) ซึ่งจะอยู่ในวิชาวิจัยการดำเนินงาน (Operation Reserch)
  13. หาจุดเหมาะสมทางเศรษฐศาสตร์ เช่น จุดคุ้มทุน (Breakeven) อัตราผลตอบแทน (IRR)
  14. คนเจ็บไข้เล็กน้อยไม่ไปหาแพทย์ ปล่อยให้หนัก ก็ยากที่จะรักษาแล้ว
  15. เครื่องจักรชำรุดเล็กน้อยไม่ใส่ใจ ปล่อยให้รุกลามจนชำรุดหนัก ก็จะเสียค่าใช้จ่ายมาก
  16. การเรียน การทำงาน การพักผ่อน การเที่ยว และการเล่นกีฬา ก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม
  17. ไม่ตระหนี่จนเกินไป หรือสุรุ่ยสุร่ายเกินไป ต้องมีความพอดี ทำบุญก็ต้องทำแล้วไม่เบียดเบียนตัวเองและผู้อื่น เช่น ทำบุญจนหมดตัว จนครอบครัวไม่มีอะไรจะกิน

ความเป็นผู้รู้จักกาล

ความเป็นผู้รู้จักกาล หมายถึง รู้จักบริหารเวลาให้เหมาะสม ว่าเวลานี้ควรทำอะไร จึงจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นักธุรกิจมองเห็นเวลาเป็นทรัพยากรอย่างหนึ่งในการบริหารถ้าไม่ได้ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ก็ต้องเสียโอกาสในการที่จะได้กำไร เรียกว่า “ เวลาเป็นเงินเป็นทอง “

ความเป็นผู้รู้จักกาล คือ มองงานที่จะทำแล้วพิจารณา บริหารเวลาโดยดำเนินการปฏิบัติว่าควรจะทำให้ทันเวลากำหนด ทำให้ถูกเวลาที่ต้องทำ ทำตามเวลาที่กำหนด และทำให้เริ่มและเสร็จตามเวลาที่วางแผน โดยคำนึงถึงวิธีที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ลักษณะการใช้เวลามี 4 ลักษณะ คือ

1. ทำให้ทันเวลา  

เช่น นักเรียนทำข้อสอบไม่ทันเวลา แม้ว่าจะมีความรู้เท่า ไรก็สอบตกได้ ชาวนาถึงจะดำไถคราดเก่งอย่างไร ถ้าทำไม่ทันเวลา เลยฤดูกาลไปก็ปลูกข้าวไม่ได้ หรือได้ผลผลิตไม่ดี ผลิตสินค้าปูนซิเมนต์ก็ต้องผลิตให้ทันเวลาที่ลูกค้ามารอรับปูนไปใช้งาน ซ่อมเครื่องจักรให้ทันเวลาที่จะใช้งาน การปฏิบัติงานตามแผนงานให้แล้วเสร็จทันเวลา

2. ทำให้ถูกเวลา  

เช่น การใส่ปุ๋ยต้องทำให้ถูกเวลา ตอนเล็กใช้ปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อเร่งใบ พอโตก็เร่งปุ๋ยโปแตสเซียมเร่งต้นให้แข็งแรง พอโตอีกหน่อยก็ต้องเร่งปุ๋ยฟอสฟอรัสเพื่อให้ข้าวตกรวง ในกระบวนการผลิตในโรงงานก็มีการทำให้ถูกเวลา เช่น เวลานี้ต้องเติมน้ำมัน ช่วงนี้ต้องเอาเครื่องจักรออกจากหน้างานหลบระเบิด สต๊อกต่ำแล้วต้องเร่งทำสต๊อก 3 กะ เวลาอบรมต้องตั้งใจฟัง เวลานี้ต้องเก็บตัวอย่างมาวิเคราะห์คุณภาพ เวลาเครื่องจักรชำรุดหรือคุณภาพผลิตภัณฑ์มีปัญหาต้องรีบแก้ไข และหาสาเหตุรากเหง้า เวลานี้ไฟไหม้ต้องรีบดับเพลิง สิ้นปีแล้วต้องทำแผนงบประมาณ เป็นต้น

3. ทำตามเวลา  

เช่น วันที่กำหนดตายตัวเลื่อนไม่ได้ เช่น วันเฉลิมพระชนมพรรษา วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันคล้ายวันเกิด เป็นต้น เวลาเหล่านี้ต้องปฏิบัติตามให้ถูกต้องและต้องทำตามเวลา

4. ทำงานให้ตรงตามเวลา เช่น การนัดหมายพบกัน การปฏิบัติงานตามเวลาเข้าออกประจำวัน เลิกบรรยายตรงเวลาเลิกตามที่กำหนดในแผนการ อบรม การเข้าประชุม-เลิกประชุมตรงเวลา

ความเป็นผู้รู้จักชุมชน

ความเป็นผู้รู้จักชุมชน หมายถึง รู้จักสังคม ขนบธรรมเนียมประเพณีของสังคม ซึ่งแตกต่างกันไป แล้วปฏิบัติตนให้ถูกต้อง

ทำไมจึงต้องรู้จักชุมชน

  1. มนุษย์เป็นสัตว์สังคมอยู่ตัวคนเดียวไม่ได้
  2. วัฒนธรรมประเพณีของแต่ละสังคมแตกต่างกันไปการเข้าสู่สังคมต้องศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนนั้น ๆ เรียกว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม “ แต่ถ้าเข้าถิ่นโจร ก็ไม่ต้องเป็นโจรตาม เพราะไม่ถูกต้อง
  3. ชุมชนนั้น ๆ อาจนับถือศาสนาที่แตกต่างไปจากเรา
  4. ชุมชน เช่น อบต. ปัจจุบันนี้มีอำนาจที่จะร้องเรียนกิจการหรือโรงงาน หากไปสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของเขา
  5. จำเป็นต้องสร้างมนุษยสัมพันธ์กับชุมชนให้ดี เพราะปัญหาที่เกี่ยวข้องต้องมีการปรึกษาหารือเข้าแก้ไขปัญหาร่วมกัน

    หลักเกณฑ์ในการเข้ากับชุมชน

    1. ต้องไม่เสียศีล หรือไม่ขัดต่อระเบียบบริษัท
    2. ต้องไม่เสียธรรมะ เห็นความเดือดร้อนของชุมชนก็เข้าช่วยเหลือตามควร
    3. ต้องไม่เสียประเพณีของชุมชน ของบริษัท
    4. ต้องไม่ผิดกฎหมาย

    ความเป็นผู้รู้จักชุมชน คือ มองงานของตัวเองว่า ต้องเกี่ยวข้องกับชุมชนอะไรบ้างในเชิงธุรกิจ และมีผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างไร แล้วชุมชนนั้นคิดอย่างไร เดือดร้อนอย่างไร เชื่ออย่างไร เพื่อเราจะได้ปฏิบัติเข้ากับสังคมได้อย่างถูกต้อง

    หลักการบริหารงานด้านชุมชนของธุรกิจ ควรดำเนินการ ดังนี้

    1. ศึกษางานของตนเองว่าไปทำให้ชุมชนเดือนร้อนด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านอื่นๆ อย่างไรบ้าง มากน้อยเท่าใด
    2. ศึกษาวัฒนธรรมประเพณีของชุมชนนั้นๆ ตลอดจนให้ความร่วมมือและความมีส่วนร่วมกับประเพณีนั้นๆ เช่น งานลอยกระทง งานวันเด็ก งานทอดกฐิน งานทอดผ้าป่า
    3. การที่จะทำเหมือง และขนส่งวัตถุดิบ ต้องแจ้ง อบต. ทราบเพื่อวางแผนการทำงานร่วมกัน
    4. ช่วยเหลือความเดือดร้อนของชุมชนตามควรหรือกำลังความสามารถของบริษัท เช่น ปรับปรุงเส้นทางคมนาคม การสร้างฝาย การขุดคูคลองระบายน้ำท่วม การจัดแหล่งน้ำใช้ให้ชุมชน
    5. การอุดหนุนงบประมาณ อบต. ตามควรให้เขาได้รับประโยชน์บ้าง จากการที่บริษัทเข้าไปทำประโยชน์ในพื้นที่ของเขา แล้วทำให้เขาเดือดร้อน
    6. การทำแผนงานใดที่จะกระทบต่อชุมชน เช่น เส้นทางสัญจร ต้องแจ้งกำนัน หรือ อบต. ทราบ เพื่อขอความเห็นชอบร่วมกัน
    7. รับชาวบ้านในชุมชนรอบ ๆ โรงงานมาทำงานในรูปแบบพนักงานบริษัท หรือแรงงานรับเหมา หรือมีการจ้างเหมาให้คนในท้องถิ่นทำงานหาเลี้ยงชีพบ้าง ตามที่เห็นสมควร
    8. หากชุมชนร้องเรียนความเดือดร้อนที่ได้รับจากการดำเนินงานของบริษัท ไม่ควรนิ่งดูดาย ให้เข้าสำรวจความเดือดร้อน บรรเทาปัญหาเร่งด่วน เช่น การรักษาพยาบาล และหาสาเหตุปัญหาเพื่อแก้เหตุนั้น โดยไม่ชักช้า หากแก้ไขไม่ได้ก็ต้องแจ้งให้ชุมชนทราบ และประชุมร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขใหม่ต่อไป
    9. ไม่ดูหมิ่นผู้นำชุมชน ไม่ว่าต่อหน้าและลับหลัง
    10. หมั่นคอยระมัดระวังป้องกันมิให้พนักงานบริษัทไปทะเลาะเบาะแว้งกับชาวบ้านในชุมชน
    11. หากคนในชุมชนเป็นฝ่ายผิด เช่น ลักขโมยของบริษัท ให้แก้ไขปัญหาด้วยความเมตตา พยายามหลีกเลี่ยงวิธีการรุนแรง

    ความเป็นผู้รู้จักบุคคล

    ความเป็นผู้รู้จักบุคคล หมายถึง รู้จักเลือกคบคนว่าผู้นั้นเป็นคนดีควรคบ และผู้นั้นเป็นคนไม่ดีไม่ควรคบ

    ทำไมจึงต้องรู้จักบุคคลในการบริหารงาน

    1. การบริหารงานต้องใช้คนทำงาน และจำเป็นต้องติดต่อกับบุคคลในชุมชน บุคคลที่เป็นข้าราชการในเรื่องเกี่ยวข้องกับใบอนุญาตต่างๆ
    2. การจัดหาคนเข้าทำงาน ต้องสอบสัมภาษณ์คนเข้าเป็นพนักงาน ต้องเลือกให้ถูกต้องกับความรู้ความสามารถ และต้องเป็นคนดีด้วย งานจึงจะบรรลุความสำเร็จ
    3. คนมีหลายแบบ บางคนเข้าใจเร็ว บางคนฟังแล้วทะลุหูซ้ายทะลุหูขวา จำไม่ได้ บางคนจำแบบนกแก้วนกขุนทอง บางคนมีการพิจารณาใช้ปัญญา บางคนหวงวิชากลัวคนอื่นจะได้ดี บางคนถูกเตือนแล้วโกรธ บางคนต้องใช้วิธีจูงใจ บางคนต้องใช้วิธีการบังคับ บางคนอารมณ์เย็น บางคนโกรธง่าย
    4. ระบบบริหารแบบ TQC และ ISO9000 เน้นความพึงพอใจของลูกค้า ดังนั้น ต้องรู้ว่าบุคคลที่เป็นลูกค้าชอบอะไร ไม่ชอบอะไร ถ้าพึงพอใจก็จะได้อุดหนุนซื้อสินค้ากันต่อไป
    5. พนักงาน เวลาปฏิบัติงาน มีความต้องการความมั่นคง ความปลอดภัย และขวัญกำลังใจ
    6. การทำงานในธุรกิจ ต้องทำงานเป็นทีม หากไม่รู้จักบุคคล ก็ย่อมประสานงานกันยาก จะเป็นประสานงามากกว่า ทำให้งานไม่ประสบความสำเร็จ
    7. หลักการบริหารต้องจัดคนเข้าทำงานในงานที่เหมาะสม (Put the man in the right job) ซึ่งต้องรู้จักบุคคลนั้นดีพอ ไม่มอบหมายงานการเงินให้กับคนขี้โกง
    8. อาจจำเป็นต้องเอาคนไม่ดีออกจากงาน (ไม่ควรคบ)

    5.แผนภูมิการไหลของการบริหารงานด้วยสัปปุริสธรรม

    เพื่อให้เห็นภาพรวมของการบริหารงานด้วยสัปปุริสธรรม โดยสะดวก จึงแสดงตัวอย่างแผนภูมิการไหลของงานดังนี้

    6.บทส่งท้าย

    การบริหารด้วยสัปปุริสธรรม 7 (หลักคนดีที่ถูกต้อง) สามารถประยุกต์ใช้งานทั้งในชีวิตประจำวันทั่วไป การปฏิบัติงานในสถานที่ทำงาน การบริหารงานธุรกิจ การบริหารงานราชการและการบริหารประเทศชาติ สัปปุริสธรรม 7 มีดังนี้ เหตุ – ผล – ตน – ประมาณ – กาล – ชุมชน – บุคคล ซึ่งใช้หลักคนดีที่ถูกต้องนำมาบริหารงาน ซึ่งหากพิจารณาตามแผนภูมิการไหลของการบริหารงานด้วยสัปปุริสธรรม ก็จะเข้าใจถึงการประยุกต์ใช้กับธุรกิจองค์กรได้เป็นอย่างดี

    พุทธวิธีบริหาร
    Buddhist Style in Management

    สัปปุริสธรรม ( GoodMan )

    กลับขึ้นบน