บริหารงานด้วยความสะอาด สว่าง สงบ


สมหวัง  วิทยาปัญญานนท์
15  มกราคม  2544
Font : CordiaUPC

สรุปประเด็น

ตามแนวท่านพุทธทาส เราจะเรียนรู้ชีวิตด้วย 3ส คือ สะอาด สว่าง สงบ ซึ่งจะทำให้หลุดพ้นพันธนาการแห่งปัญหา  การประยุกต์แนวธรรมะ สะอาด สว่าง สงบ ในการบริหารงาน จะทำให้เข้าใจปัญหางานได้ดีขึ้น อันเป็นแนวทางสู่การแก้ปัญหาและหลุดพ้นจากปัญหาได้ ทำให้สามารถทำงานบรรลุเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

บทคัดย่อ

                        จากแนวท่านพุทธทาสที่กล่าวถึงความสะอาด สว่าง สงบ ตั้งแต่กระบวนการทำให้จิตใจสะอาดด้วยการปราศจากกิเลส จิตสว่างด้วยปัญญา และจิตสงบด้วยจิตหยุดปรุงแต่งและสมาธิ ทำให้ยึดถือพระรัตนตรัยเป็นสรณะ จากนั้นจะพบชีวิตจริงที่เป็นอนัตตา ไม่มีตัวตนที่แท้จริง มีเพียงธรรมะเท่านั้นที่เป็นตัวตน จากนั้นจิตจะเกิดภาวะจิตว่าง หลุดพ้นจากกิเลสตัณหา รู้สึกความเป็นเช่นนั้นเองตามธรรมชาติ ไม่เห็นมีอะไรแปลกใหม่มหัศจรรย์แต่อย่างใด ซึ่งจะทำให้จิตอยู่ในภาวะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนือปัญหา ก็จะพบชีวิตที่ไม่มีปัญหาหรือทุกข์อีกต่อไป

                        การประยุกต์แนวทางสะอาด สว่าง สงบ ในการบริหารงานนั้น จะต้องทำงานอย่างสะอาดด้วยศีลธรรม กฎหมาย และไม่เบียดเบียน ทำงานอย่างสงบด้วยสมาธิ ไม่ปรุงแต่งปัญหา รู้จักสันโดษ และไม่สันโดษหากทำให้งานนั้นพัฒนาปรับปรุงดีขึ้น ใช้หลักบริหาร 3ป + ม คือ ปริยัติ – ปฏิบัติ – ปฎิเวธ – มรรค ในการบริหาร การมองชีวิตการบริหารด้วยกฎไตรลักษณ์ มี อนิจจัง – ทุกขัง – อนัตตา การบริหารงานด้วยจิตว่าง ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด สุดท้ายจะอยู่เหนือปัญหาไม่เป็นทาสแห่งปัญหา เพราะปัญหาคือสิ่งที่เราจะแก้ไข เห็นปัญหาด้วย เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง

 1. บทนำ

ตามแนวท่านพุทธทาส ได้เทศนาในเรื่องสะอาด สว่าง สงบ เพื่อปฏิบัติตนให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อยู่ในหัวใจของเรา จะทำให้พบกับชีวิตจริง อันเป็นผลทำให้ทุกสิ่งอยู่เหนือปัญหา หรือทุกข์

การทำความเข้าใจธรรม เรื่องสะอาด สว่าง สงบ เป็นการบริหารตนอย่างหนึ่งที่มุ่งไปสู่เป้าหมาย ให้ทุกสิ่งอยู่เหนือปัญหา เหนือทุกข์ เลิกเป็นทาสความอยากอีกต่อไป ซึ่งเป็นโลกุตรธรรม

การประยุกต์ธรรมะเรื่องสะอาด สว่าง สงบ มาใช้ในการบริหารงานก็เช่นกัน ก็มุ่งไปสู่เป้าหมาย หลุดพ้นจากปัญหาทางโลกแห่งธุรกิจแห่งอาชีพการงาน เลิกเป็นทาสสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการงานที่เป็นบริโภคนิยม เลิกเป็นทาสต่อความอยากหรือกิจกรรมอันไร้สาระ ที่ไม่เป็นการเพิ่มมูลค่าทางด้านการผลิตและบริการอันเป็นโลกียธรรม ซึ่งนักธุรกิจ นักบริหารควรที่จะแสวงหาที่จะบรรลุเป้าหมาย อย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณค่าทุกขั้นตอน การบริหารงาน ทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจของคน

 

 2.  แนวทางปฏิบัติตนด้านสะอาด สว่าง สงบ

แนวทางปฏิบัติของท่านพุทธด้านสะอาด สว่าง สงบ มีดังนี้

สะอาด            หมายถึง            ไม่สกปรกด้วยกิเลส

สว่าง            หมายถึง            ไม่มืดด้วยโมหะหรืออวิชชา หรือจิตไม่มืด

สงบ            หมายถึง            ไม่มีการปรุงแต่ง ไม่มีอะไรมากระตุ้นหรือปรุงแต่ง

บางตำรากล่าวว่า

สะอาด            ด้วยศีล คือ ทำความสะอาดจิตใจด้วยการรักษาศีล

สว่าง ด้วยปัญญา คือ การทำความรู้ให้แจ้งด้วยการภาวนา

สงบ ด้วยสมาธิ คือ การทำจิตใจให้สงบด้วยการเจริญสมาธิ โดยพยายามตัดสังขารออกไปจากจิตใจ (สังขาร คือ จิตที่ปรุงแต่ง ว่าดีเลว)

การฝึกตน บริหารตน จะใช้หลัก 3ป คือ ปริยัติ (ความรู้) ปฏิบัติ (ทำตามที่รู้) และ ปฏิเวธ (ประเมินผลและแก้ไขปรับปรุง) ในแต่ละขั้นตอนของ สะอาด สว่าง สงบ ด้วย

บางท่านได้กล่าว 3 ส อันตรายต่อพระสงฆ์ มีดังนี้

สมณะ                คือ             ไม่สามารถรักษาศีลแห่งพระสงฆ์ไว้ได้

สตางค์               คือ             ยุ่งเกี่ยวกับเงินตรา จนเกิดความโลภ แล้วทำให้เสียพระ

สตรี                    คือ            ยุ่งเกี่ยวกับสตรี จนถึงขั้นปราชิก หรือโลกติเตียน

ตามแนวท่านพุทธทาส จะกล่าวถึง สะอาด สว่าง สงบ เป็นขั้นตอนดังนี้ คือ

ปฏิบัติตนด้านสะอาด สว่าง สงบ ที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ด้วย ปริยัติ – ปฏิบัติ – ปฏิเวธ จากนั้นจะพบว่าที่พึ่งอันเป็นสรณะ ไม่ใช่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย หรือไสยศาสตร์ หรือโชคชะตา แต่เป็นพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ที่ควรมานั่งในหัวใจเราเป็นสรณะ จากนั้นจะพบชีวิตจริงแห่งธรรมะ ทำให้ทราบว่าอะไรคือชีวิตที่แท้จริง จากการฝึกปฏิบัติไปเรื่อยๆ จะพบภาวะจิตที่ได้รับการอบรมถึงที่สุด เกิดภาวะจิตว่าง ที่ปราศจากหรือหลุดพ้นกิเลสตัณหา ไม่เป็นทาสของความอยากอีกต่อไป เป็นอิสระต่อความอยากที่ไร้ประโยชน์ ไร้สาระ รู้สึกความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) จิตที่พัฒนาขึ้นจะเกิดภาวะอยู่เหนือปัญหา เหนือทุกข์ เนื่องจากเป็นอิสระต่อทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นบุญหรือบาป หรือสิ่งที่เป็นคู่ๆ ชีวิตที่เป็นอยู่ หลังจากนั้น ก็จะเป็นชีวิตที่ไม่มีปัญหาหรือทุกข์อีกต่อไป

 

 

3.     กระบวนการทำให้จิตสะอาด

3.1  กระบวนการเกิดกิเลส

มนุษย์เรามีกิเลส 3 จำพวก คือ

จำพวกที่ 1       โลภะหรือราคะ เป็นพวกที่จะเอา อยากจะได้

                  ราคะ แปลว่า ติดอยู่ กอดรัดอยู่ กำหนัดอยู่ ย้อมอยู่

จำพวกที่ 2         โทสะ หรือ โกธะ หรือ โกรธ โทสะ ก็คือ จะประทุษร้าย จะทำลาย

                  เสียให้หมด ไม่อยากเอา จะตีออกไปเสีย

จำพวกที่ 3         โมหะ แปลว่า หลง ไม่รู้ว่าจะเอาหรือไม่เอา หรือ จะทำลาย มี

                  ความสงสัย สนใจ วนเวียน ผูกพันอยู่

ทั้ง 3 จำพวกนี้ เรียกว่า กิเลส อันเป็นเหตุให้จิตใจสกปรกหรือไม่สะอาด เมื่อกิเลสเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ ในแต่ละวันก็จะเกิดอนุสัย

อนุสัย แปลว่า นอนตามหรือตามนอน หรือความเคยชินที่สะสมเอาไว้ เมื่อเกิด โลภะหรือราคะ ก็จะเกิดอนุสัยประเภท ราคานุสัย เมื่อโกรธบ่อยๆ ก็จะเกิดปฏิฆานุสัย เมื่อเกิดความหลงบ่อยๆ ก็จะเกิด อวิชชานุสัย ทั้งหมดนี้จะเกิดความเคยชินเก็บไว้ในสันดาน สะสมเข้ามาเรื่อยๆ เมื่อสะสมมากๆ ก็จะเกิดความกดดัน หรืออาสวะ ซึ่งแปลว่าพร้อมที่จะไหลออกมาเป็นอาสวะประเภทต่างๆ คือ ด้านกาม (กามาสวะ) ด้านโลภ (ภวาสวะ) ด้านหลง (อวิชชาสวะ) และด้านโกรธ

 

 

 

3.2  กระบวนการทำให้จิตสะอาด

ตามแนวทางท่านพุทธทาสนั้น จิตสกปรกเพราะมีกิเลสมาทำให้สกปรก ดังนั้น การทำให้จิตสะอาด ก็ต้องกำจัดกิเลสออกจากจิตใจ โดยใช้ปัญญา เป็นความรู้เครื่องซักฟอกให้จิตสะอาด

เมื่อกิเลสเกิดขึ้น เราจะสัมผัสรับรู้ ซึ่งการรับรู้นั้น จะติดอยู่ที่ปัญญา หากไม่ได้ใช้ปัญญากลั่นกรอง เราก็จะยึดมั่นอุปาทานในสิ่งนั้นว่าเป็นของมีตัวมีตน เราเป็นเจ้าของสิ่งนั้นทำให้เรามีความสุข ก็ทำตามกิเลสที่ต้องการ ตอบสนองกิเลส เมื่อทำตามมากๆ ก็จะเกิดอนุสัย หรือเป็นนิสัยสันดานขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นชอบโลภ ชอบหลง หรือชอบโกรธ จิตก็จะเกิดอาสวะ เป็นเหตุให้จิตสกปรกด้วยกิเลส มากน้อยต่างกันขึ้นอยู่กับบุคคลแต่ละคน บางคนโกรธง่าย บางคนก็หลงรูปได้ง่าย ขอให้สวยอย่างเดียว ทุ่มไม่อั้น ขั้นตอนนี้อาจใช้สติเตือน ถ้าเตือนตนไม่ได้จิตที่เหลืออยู่ก็ยังคงสกปรกอยู่ หากเตือนตนรู้สึกนึกได้ก็ให้ทบทวนด้วยปัญญาว่าจะตัดกิเลสให้เบาบางขึ้นเรื่อยๆ ต่อไป

เมื่อผัสสะติดปัญญา มีการใช้สตินำมีปัญญาตามมาทัน ระงับยับยั้งชั่งใจได้ทัน จิตก็พิจารณาถึงเวทนาหรือความรู้สึกทุกข์สุข สิ่งเหล่านี้เป็นอนิจจัง ไม่ใช่ของเรา ไม่ยินดียินร้ายกับทุกข์สุข เมื่อคิดได้ดังนี้จิตก็ไม่ยึดมั่นในเวทนา ห้ามกิเลสไว้ได้ และชำระกิเลสได้ด้วยปัญญา ไม่ใช่มีสิ่งใดมาบังคับขู่เข็ญให้รู้สึกเบื่อเอง ไม่อยากเอง แม้นไม่มีคนมาบังคับ ไม่มีสถานการณ์มาบังคับ ก็ไม่มีกิเลสเหลืออยู่ จิตก็จะสะอาดด้วยปัญญา

 

   4.  กระบวนการทำให้จิตว่าง

จิตนี้เป็นประภัสสร คือ สะอาดอยู่ สว่างอยู่ และสงบอยู่ เมื่อแรกเกิด แต่ต่อมาเจริญวัยขึ้น ก็เกิดกิเลสขึ้น จิตก็สกปรกมืดมัว กระวนกระวายด้วยอำนาจแห่งกิเลส

สว่างนั้นคือของเดิม มืดนี่มาใหม่ สะอาดนี่ของเดิม สกปรกนี้มาใหม่ มืดทางวัตถุเพราะไม่มีแสงแดด มืดทางจิตใจ เพราะมีโมหะ ขาดปัญญา

อวิชชาเป็นกิเลสแม่ มีลูกกิเลสเป็นโลภะ โทสะ โมหะ จิตเรามืดอยู่ด้วยกิเลส (กิเลสนิทรา คือ หลับอยู่ด้วยกิเลส) จิตมืด เพราะมีโมหะ เป็นอวิชชา

กระบวนการเกิดความมืดในจิตใจ ในหมู่สัตว์ จะมีอวิชชา (โมหะ) เป็นเปลือกหุ้ม แสงสว่างแห่งพระธรรมเข้าไม่ถึง ดังนั้นหมู่สัตว์จึงมืดทางจิตใจ เพราะมีอวิชชาห่อหุ้มไว้

กระบวนการทำจิตใจให้จิตสว่าง โดยใช้แสงสว่างแห่งพระธรรมสาดส่องเข้าสู่จิตใจหมู่สัตว์ จนเกิดปัญญา ขับอวิชชาออกไป เปลือกหุ้มโมหะสลายไปด้วยแสงแห่งพระธรรม ความมืดอวิชชา (โมหะ) จึงถกขับไล่ให้หายไปด้วยปัญญาของตนเองที่นำแสงพระธรรมมาใช้ จิตก็สว่างด้วยปัญญา

 

 

 

    5.  กระบวนการทำให้จิตสงบ

กระบวนการทำให้จิตสงบตามแนวท่านพุทธทาส  เริ่มจากมีกิเลสแม่บทคืออวิชชา เมื่อเกิดกิเลสอวิชชาแต่ขาดปัญญา ย่อมเกิดสังขาร คือ สิ่งปรุงแต่ง เมื่อปรุงแต่งคือ มากวน มาทำ มาทุกอย่างที่จะทำไม่ให้จิตอยู่อย่างตามสภาพเดิม สิ่งปรุงแต่งจะกระตุ้นให้เกิดสิ่งใหม่ เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เป็นสังขารนามรูป มี ร่างกาย – จิตใจ – กิริยา ซึ่งจะเกิดสังขาร 3 อย่าง คือ ผู้ปรุงแต่ง ผู้ถูกปรุงแต่ง และกิริยาปรุงแต่ง กิเลส คือ ผู้ปรุงแต่ง (นายช่างผู้สร้างเรือน สังขาร คือ สิ่งที่ถูกปรุง (เรือน) กิริยาปรุงแต่ง คือ การปรุง (กำลังสร้างเรือน) สิ่งปรุงแต่งเหล่านี้เป็นเหตุให้จิตไม่สงบ เพราะเกิดปรุงแต่งอยู่ตลอดเวลา เกิดอะไรขึ้นใหม่อยู่เรื่อยๆ เรื่องนี้จบก็เริ่มเรื่องอื่นๆ ต่อไปเรื่อยๆ

แต่ถ้าใช้ปัญญากับกิเลสแม่บทอวิชชา ปัญญาจะเห็นโทษของการปรุงแต่ง ทำให้เวียนว่ายไปมี เกิดขึ้น – ตั้งอยู่ – ดับไป หมุนเวียนไม่จบสิ้น เช่น เดี๋ยวเริ่มโกรธ แล้วก็โกรธสักระยะหนึ่ง สุดท้ายก็เลิกโกรธ แล้วเมื่อเจอเหตุการณ์ใหม่ ก็เริ่มโกรธ โกรธอยู่ และหายไป เช่นนี้เป็นประจำ ไม่รู้จักจบสิ้น เมื่อมีปัญญามองเห็น จิตก็จะรู้สึกเบื่อต่อการเวียนว่ายของจิตในการปรุงแต่ง จึงใช้ปัญญาทำลายผู้ปรุงแต่ง คือ อวิชชา เอาปัญญาเข้าควบคุมอวิชชา ทำให้ปัจจัยปรุงแต่งถูกทำลายไป จิตหยุดการปรุงแต่ง สังขารก็ไม่ก่อรูปนาม สุดท้ายจิตก็เกิดความสงบ

 

     6.    พระรัตนตรัยในความสะอาดสว่างสงบ

6.1  พระพุทธเจ้า

ทางเปลือกนอก คือ นามรูป เนื้อหนังมังสาข้างนอก สำหรับคุณสมบัติภายในของพระพุทธเจ้า คือ

      สะอาด         หมายถึง      บริสุทธิ์

      สว่าง        หมายถึง      ปัญญา

      สงบ         หมายถึง      นิพพาน

6.2  พระธรรม

ทางเปลือกนอก คือ หนังสือ คัมภีร์ ใบลาน สำหรับเนื้อแท้ของพระธรรม คือ

                        สะอาด             หมายถึง        ปริยัติ เป็นความรู้ที่เล่าเรียน เรื่องสะอาด สว่าง

                                                                        สงบ

                        สว่าง                หมายถึง        ปฏิบัติ เป็นการทำเพื่อความสะอาด สว่าง สงบ

                        สงบ                 หมายถึง        ปฏิเวธ เป็นผลของสะอาด สว่าง สงบ

6.3  พระสงฆ์

ทางเปลือกนอกเป็นนามรูป เนื้อหนังมังสาข้างนอก ของพระสงฆ์ นักบวช สำหรับเนื้อแท้ของพระสงฆ์ คือ

                        สะอาด             หมายถึง        เรียนเพื่อสะอาด สว่าง สงบ

                        สว่าง                หมายถึง        ปฏิบัติเพื่อสะอาด สว่าง สงบ

                        สงบ                 หมายถึง        ผลเป็นความสะอาด ความสว่าง และความสงบ

                        ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็สะอาด สว่าง สงบ เต็มที่

 

      7.  พุทธบริษัทในความสะอา สว่าง สงบ

บริ                      แปลว่า             วงรอบๆ

ษัท                   แปลว่า             นั่ง

บริษัท              แปลว่า             นั่งเป็นวงรอบๆ

พุทธบริษัท            แปลว่า             นั่งเป็นวงรอบๆ พระพุทธเจ้า นั่งรอบพระธรรม

                                                นั่งรอบพระสงฆ์

พระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ที่จริงยังอยู่  คือ ความสะอาด ความสว่าง และความสงบ ของจิต

 

    8.  พบชีวิตจริงแห่งธรรมะ

เมื่อจิตได้พบความสะอาด สว่าง สงบแล้ว ก็จะได้พบชีวิตจริง

ชีวิตจริงต่อเนื่องกันกับปัญญา ที่ว่ามีตัวตน หรือไม่มีตัวตน ถ้ามีตัวตนก็ต้องทำให้ตนดี แม้นตนจะดีเพียงใดก็ยังไม่ดับทุกข์ จะดับทุกข์สิ้นเชิงต่อเมื่อไม่มีความรู้สึกว่ามีตัวตน จึงเกิดอนัตตา ซึ่งไม่ใช่ตัวตนขึ้นมา

ธรรมะ คือ ตัวตนแท้ในชีวิตจริง และกิเลสเป็นตัว คือ ตัวกู ของกู “เอากิเลสเป็นตัว เอาธรรมะเป็นตน”

ตัวตนปลอมไม่จริง เป็นตัวตนที่เป็นอุปทาน อันเกิดมาจากตัณหา ตัวตนปลอมเกิดที่ขันธ์ 5 เช่น เอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณเป็นตัวตนของเรา

สังขตธรรม : สิ่งนั้นมีเหตุปัจจัยปรุงแต่งขึ้นมา

อสังขตธรรม : สิ่งนั้นไม่ต้องมีเหตุปัจจัยปรุงแต่ง เป็นอยู่เองโดยธรรมชาติ

อนัตตามีอยู่ในอัตตา ฉะนั้น เมื่อไม่มีการยึดถือว่าอัตตา นั่นแหละจะมีอัตตาจริงขึ้นมา อย่าไม่ยึดถืออะไร นั่นแหละเป็นอัตตา คือจะมีธรรมะเป็นอัตตาขึ้นมา

ธรรมะเป็นตน หาตนที่เป็นธรรมะ พบตนที่แท้จริง แล้วก็ดับทุกข์ได้

 

    9.   ภาวะจิตว่างปราศจากกิเลสตัณหา

จิตว่างประกอบด้วย ภาวะสะอาด สว่าง สงบ ถ้าจิตไม่สะอาด สว่าง และสงบ จิตก็ไม่สว่าง

จิตว่าง หมายถึง จิตไม่ได้เกิดกิเลสอุปาทาน ยึดมั่นถือมั่นอะไร

มือว่างอยู่ก็เอาไปจับฉวยอะไร มือก็ไม่ว่าง  จิตไม่ได้เกิดอุปาทานไปจับฉวยอะไรเข้าไว้ ก็เรียกว่าจิตว่าง

จิตมีอารมณ์ หากไปจับฉวยอารมณ์ใดๆ โดยความเป็นตัวกู เป็นของกู หรือโดยความเป็นตัวตน หรือของตน จิตก็ไม่ว่าง หากไม่มีการจับฉวยก็เรียกว่าจิตว่าง

เราจะเอาความว่างเป็นอารมณ์ก็ได้ จะเอาความสะอาดหรือความสว่างหรือความสงบเป็นอารมณ์ก็ได้ แต่ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าความว่างหรือความสะอาดหรือความสว่างหรือความสงบ ว่าเป็นตัวตนของจิต

จิตว่างหรือจิตที่ไม่เป็นทาสของอะไรก็ตาม จิตเป็นอิสระ จิตนั้นมีอำนาจ มีกำลัง มีพลานุภาพ มีสมรรถนะสูงสุด ทำอะไรก็ได้ดี จิตนั้นมีปัญญามากสุด คือ มีสะอาด สว่าง สงบ มากที่สุด ทำงานยากๆ ได้ดี คิดเก่ง จำเก่ง นึกเก่ง อะไรก็เก่ง ทำงานด้วยจิตว่าง จะทำให้ผลงานออกเป็นผลดี แล้วก็จะเป็นความสุขอยู่ในตัวมันเอง ไม่มีอุปาทาน ไม่มียึดมั่นถือมั่น ไม่มีรู้สึกกว่าเป็นตัวตน

 

  10.   ภาวะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนือปัญหา

จากการปฏิบัติ 3 ส คือ สะอาด สว่าง สงบ แล้วจะพบว่าที่พึ่งคือพระรัตนตรัย จากนั้นจะพบชีวิตจริงแห่งธรรม เกิดภาวะจิตว่าง สุดท้ายจะเกิดภาวะทุกสิ่งทุกอย่างอยู่เหนือปัญหา เหนือทุกข์

ปัญหา คือ ความทุกข์ ซึ่งเกิดจากความยึดมั่นถือมั่น เมื่อสิ้นกิเลส ก็สิ้นตัณหา สิ้นทุกข์ สิ้นกรรม สิ้นปัญหา

วิมุตติ หรือความหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นก็อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง หลุดพ้นเพราะไม่มีความยึดมั่นถือมั่น

จากกิเลส ซึ่งเป็นเครื่องยึดติด ผัสสะรับรู้ เกิดเวทนารู้สึกทุกข์หรือสุข เป็นเหตุให้เกิดตัณหาหรือความอยาก เมื่อจิตคิดครอบครองเป็นของตัวเอง ก็เลยเกิดอุปาทานยึดมั่นถือมั่น หากขาดปัญญาก็จะเกิดทุกข์หรือปัญหา เนื่องจากอยู่ภายใต้ภาวะเวทนา หากเกิดปัญญาไตร่ตรองรู้จักรู้จริงรู้แจ้ง เกิดความรู้สึกไม่ยึดมั่นถือมั่น จิตก็จะหลุดพ้นจากกิเลส จะรู้สึกความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา) ไม่มีอะไรแปลกใหม่ มันเป็นไปตามธรรมชาติ ในทุกๆ สิ่ง ทุกๆ อย่างในโลกนี้ ไม่ตื้นตันดีใจ หรือเสียใจเศร้าโศก จิตจึงอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง

 

   11.  ความเป็นเช่นนั้นเอง (ตถตา)

11.1  ตถตาในไตรลักษณ์

อนิจจัง คือ เปลี่ยนแปลงเรื่อย

ทุกขัง            คือ ทรมาน ทนยาก ดูแล้วน่าเกลียด

อนัตตา คือ ไม่ควรจะถือว่ามีตัวตน นี้คือความเป็นเช่นนั้นเอง

 

11.2  ตถตาในอริยสัจ

ทุกข์ เป็นอย่างนี้ เหตุให้เกิดทุกข์เป็นอย่างนี้ ความดับสนิทแห่งทุกข์เป็นอย่างนี้ ทางให้ถึงความดับทุกข์เป็นอย่างนี้ เป็นตถตาอย่างนี้ เป็นเช่นนี้เอง ไม่เป็นอย่างอื่นไปได้

 

11.3  ตถตาในปฎิจจสมุปบาท

ปฎิจจสมุปบาท : เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้จึงไม่มี นั่นคือความเป็นเช่นนั้นเอง

 

11.4  ตถตาในโลก

ของทุกอย่างในโลก มันก็เช่นนั้นเอง ไม่รู้สึกน่าอัศจรรย์ น่ารักก็มี น่าโกรธก็มี น่าเกลียดก็มี น่ากลัวก็มี ที่เขาเห็นอย่างนั้น เพราะมองไม่เห็น เช่นนั้นเอง

เมื่อเห็นเช่นนั้นเอง เราก็หยุดแค่นั้นเอง (หยุดปรุงแต่ง) ถ้าเราไม่เช่นนั้นเอง เราก็ต้องรู้สึก 3 อย่าง คือ ชอบ (อภิชฌา) หรือ ไม่ชอบ (โทมนัส) หรือ รู้สึกเฉยๆ (อุเบกขา)

อภิชฌา : อยากจะได้ อยากจะเอา อยากจะเป็น เกิดความรัก เกิดอะไร  ไปตามเรื่อง มีปัญหาที่ชอบ

โทมนัส     : ไม่เอา อยากจะทำลายเสีย เกิดความโกรธ ความเกลียด ความ

                   กลัว เกิดปัญหาที่ไม่ชอบ

อุเบกขา     : เห็นเช่นนั้นเอง เฉยๆ ไม่รัก ไม่เกลียด มันไม่เกิดกิเลส แล้วก็

                   จบเรื่อง (สงบ) อยู่เหนือปัญหา หมดตัณหา หมดอุปาทาน

                   ฉลาดด้วยปัญญา หมดปัญหา

การเห็นเช่นนั้นเอง ไม่ใช่จะไม่ทำอะไร  (ขี้เกียจ) แต่อย่าทำด้วยตัณหา (ความอยาก) หรือความยึดมั่นอุปาทาน แต่ให้ทำด้วยปัญญา ทำด้วยเห็นเช่นนั้นเอง ตามความจำเป็นแห่งการมี การหา การกิน การใช้ การเก็บ อยู่ตลอดเวลา

มีปัญหาก็เช่นนั้นเอง ให้แก้ด้วยปัญญา ไม่ใช่แก้ด้วยกิเลส

อย่าทำอะไรด้วยความหวัง อย่าใช้ความหวังเป็นสรณะ ความผิดหวัง เกิดจากความที่ไม่เห็นว่า เป็นเช่นนั้นเอง เพราะไม่ได้อย่างหวัง คือ อุปสรรค ปัญหา หรือความทุกข์ ให้ทำด้วยเช่นนั้นเอง

พระอรหันต์ คือ ผู้ที่ถึงความเป็นเช่นนั้นเอง เป็นตถาคต (ผู้ปฏิบัติถึงที่สุดแล้ว) ลอยอยู่เหนือปัญหาทั้งหลาย

รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพะ ธัมมารมณ์ กามรมณ์อะไรก็ตาม ถ้าเรามีวิธีที่เข้าไปกิน ไปใช้มัน อย่าให้มันกัดเราได้ วิธีนั้นก็คือ เช่นนั้นเอง

สิ่งที่แล้วมันจะสูญไป วินาศไป เน่าไป ทรยศต่อเรา ก็เช่นนั้นเอง อย่าต้องเป็นทุกข์เลย ควรจะทำอย่างไรก็ทำไป ทำได้โดยเช่นนั้นเอง

เช่นนั้นเองของอันธพาล ทำอะไรที่ไม่ควรจะทำ ทำไปตามกิเลสของเขา ก็เป็นเช่นนั้นเองของกิเลส

 

12.  บริหารด้วยความสะอาด สว่าง สงบ

จากการบริหารตนให้หลุดพ้นการเป็นทาสกิเลส และอยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ด้วยวิธี 3ส คือ สะอาด สว่าง สงบ ตามแนวท่านพุทธทาสแล้ว ต่อไปนี้เราลองนำแนวคิดนี้มาประยุกต์ใช้ในการบริหารงานด้วยความสะอาด สว่าง สงบ เพื่อให้งานบรรลุเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในด้านวัตถุและด้านจิตใจ สามารถขจัดปัญหาได้หมดสิ้น

12.1  บริหารงานด้วยความสะอาด

สะอาด หมายถึง ไกลจากกิเลส ทำความสะอาดด้วยศีล ในทางบริหารงานนั้นต้องมีกฎระเบียบ มีมาตรฐานตาม ISO การบริหารก็ต้องยึดหลักกฎระเบียบและมาตรฐานงานต่างๆ เป็นหลัก หากฝ่าฝืนกฎหรือมาตรฐานก็ถือว่าไม่สะอาด การทำธุรกิจก็ต้องมีอาชีพสุจริต ไม่ทำกิจกรรมต้องห้ามที่ทำให้ผิดศีลหรืออบายมุข เช่น ค้าขายคน ฆ่าสัตว์ขาย ขายสุรา ขายยาเสพติด ขายหวยขายเบอร์ เป็นต้น และไม่ทำอาชีพผิดกฎหมาย อาชีพที่สุจริตต้องไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น รักษาสิ่งแวดล้อม ดูแลความปลอดภัย รักษาคุณภาพสินค้าและบริการ ไม่ หลอกลวงโฆษณาเกินจริง ไม่โกง ไม่คอรัปชั่น การตัดสินใจต้องยุติธรรมไม่ลำเอียง ไม่โลภในเชิงธุรกิจ ตีลูกกัน คู่แข่งขันจนเกิดการลงทุนเกินไป (Over Investment) รักความสามัคคี ไม่ทิ้งลูกน้อง การบรรลุเป้าหมายต้องชนะทั้งเชิงวัตถุและเชิงศีลธรรมด้วย จะเป็นการชนะอย่างขาวสะอาด

 

12.2  บริหารงานด้วยความสว่าง

สว่าง หมายถึง ไม่หลง ไม่มืด มีวิชชา ใช้ปัญญาทำลายอวิชชาในการบริหารงาน ต้องทำความรู้ในอาชีพตน และที่เกี่ยวข้องที่อาจมีผลกระทบมาถึง ให้รู้แจ้ง ตั้งแต่การตลาด การเงิน เศรษฐกิจ การเมือง สังคม การผลิต ลูกค้า สินค้าหรือบริการ วัตถุดิบ และปัจจัยการผลิตต่างๆ ใช้ปัญญาวิเคราะห์อดีต พยากรณ์อนาคต อย่างมีเหตุมีผล รู้เหตุรากเหง้า รู้วิธีบริหารด้วยความจริง จากนั้นต้องออกกลยุทธที่ตรงเหตุรากเหง้า ตรงปัญหา ตรงวัตถุประสงค์ ตรงเป้าหมาย ตอบสนองนโยบายบริษัท ทั้งในยุคที่ต้องการอยู่รอดจากภาวะเศรษฐกิจและในยุคที่ต้องการเติบโตทางธุรกิจ เช่น กลยุทธการลดต้นทุนการผลิต กลยุทธการเข้าหาตลาด การพยากรณ์อนาคตต้องมีหลักอนิจจัง มีการออกมาตรการทั้งในสถานการณ์อนาคต ที่อาจจะเฟื่องฟู ที่อาจจะเป็นไปได้ และที่อาจจะตกต่ำลง นั่นคือต้องมีแผนที่จะรองรับการบุกไปข้างหน้า การรักษาที่มั่นและการถอยหลังไปตั้งหลัก ไม่ใช่คิดแต่ในแง่ดีแล้วบุกไปข้างหน้าอย่างเดียว เมื่อเศรษฐกิจฟุบก็เตรียมตัวไม่ทัน ทำใจไม่ได้ การวิเคราะห์เหตุการณ์และสาเหตุรากเหง้าต้องกำหนดกุญแจแห่งความสำเร็จไว้ด้วย (Key of Success) ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุด เป็นหัวใจมากที่สุด ตลอดจนการค้นหาจุดอ่อนที่จะทำให้งานล้มเหลวไว้ด้วย (Key of Failure) อีกทั้งต้องใช้ปัญญาในการพิจารณาข้อมูลไปข้างหน้า อย่าหลงไปกับกระแสโลกาภิวัฒน์มากนัก เพราะอาจเป็นข้อมูลที่ถูกปั่นให้เห็นว่าดีขึ้น และควรใช้หลักกาลามสูตร ในการใช้ความเชื่อที่จะนำไปในการวางแผนงานต่อไป นั้นต้องกลั่นกรองให้ดีว่า สิ่งนั้นเป็นจริง ไม่ใช่ทำสืบต่อกันมา  

12.3  การบริหารงานด้วยความสงบ

สงบ หมายถึง ไม่มีการปรุงแต่ง จิตสงบแน่วแน่ มีสมาธิ ในการบริหารงานด้วยความสงบนั้น จะต้องมี

สมาธิ มีความแน่วแน่ในการกำหนดทิศทางนโยบายที่จะไป ทำจิตใจให้สงบในการฟันฝ่าเศรษฐกิจให้รอด ไม่ต้องปรุงแต่ง จิตกังวลจนเกินจริง จนจิตท้อแท้หมดกำลังใจ หมดอะไรก็หมดได้แต่อย่าหมดกำลังใจ

สังขาร คือ การปรุงแต่งดีชั่ว กำไรขาดทุนเป็นผลจากการดำเนินการ ไม่ปรุงแต่งจนดีใจเสียใจเกินจริง ให้มองตามความเป็นจริง ตั้งสติให้ดี พิจารณาทบทวนวิธีการว่าเราทำกำไรได้เพราะเหตุใด เราขาดทุนเพราะเราผิดพลาดบกพร่องอะไร แล้วก็ดำเนินการแก้ไขเสียให้ตรงกับสาเหตุ

สันโดษ ในสิ่งที่ได้รับ คือ พอใจกับการเดินตามกระบวนการที่ดี ให้เน้นกระบวนการว่าถูกต้อง (Right Process) อย่าเน้นผลลัพธ์อย่างเดียว (Result Oriented) นั่นคือ ทำดีอย่างดีไว้ก่อน รักษาคุณภาพสินค้าและบริการไว้ให้ดีไว้ก่อน จะขายได้มากน้อย ก็มาพิจารณาหาลู่ทางแก้ไขกันต่อไป

ไม่สันโดษ ในแง่ที่ต้องการปรับปรุงให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ไม่สันโดษ กับคุณภาพสินค้าและบริการที่ด้อยคุณภาพจนลูกค้าร้องเรียน ไม่สันโดษหากสิ่งนั้นยังไม่ใช่หนทางพ้นทุกข์พ้นปัญหา

อุเปกขา หากสิ่งนั้นเราช่วยเหลือไม่ได้แล้ว แก้ไขไม่ได้แล้ว ทุกข์ไปก็ช่วยอะไรไม่ได้ ไม่มีประโยชน์ที่จะทุกข์

จิตว่าง นั้นการบริหารงานต้องรักษาความเป็นกลาง ไม่มีกิเลส ไม่มีส่วนได้เสีย เช่น การตัดสินใจด้วยความเป็นกลาง การวิเคราะห์ปัญหาด้วยใจเป็นกลาง การลงโทษหรือชมเชยลูกน้องด้วยความเป็นกลาง การตรวจสอบการทำงาน (Audit) ก็ทำด้วยใจที่เป็นกลาง เป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันก็ต้องเป็นกลาง

 

12.4  การใช้ธรรมะในการบริหารงาน

12.4.1   หลักบริหาร 3ป + ม.

ปริยัติ : มีความรู้เพียงพอที่จะทำ มีแผนการดำเนินงาน มีการเตรียม

  พร้อมที่จะทำ มีคน วัสดุ อุปกรณ์ ปัจจัยการผลิต มีคุณภาพ

  หรือเป้าหมายที่ต้องการ และมีกลยุทธที่จะทำให้บรรลุ

  เป้าหมาย

ปฏิบัติ : มีการปฏิบัติตามแผนการปฏิบัติ  นอกแผน และการปฏิบัติใน

  ภาวะฉุกเฉิน

ปฏิเวธ : มีการตรวจสอบผลลัพธ์ การประเมินผลการดำเนินงานตาม

  แผน มีการตอบโต้ปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะปฏิบัติงาน มีการ

  นำปัญหามาแปลงเป็นความรู้ (ปริยัติ) ที่จะนำไปใช้งานใน

  โอกาสต่อไป

มรรค : มีการจัดทำมาตรฐานที่ปฏิบัติ การยกระดับมาตรฐานให้สูงขึ้น

  หรือดีขึ้น และมีการปรับปรุงมาตรฐานงานให้สูงขึ้นอย่างต่อ

  เนื่อง

 

12.4.2       หลักธรรมอื่นๆ ในการบริหาร

ในการบริหารควรที่จะมีหลักธรรมะช่วยในการบริหาร เช่น ทศพิธราชธรรม  สัปปุริสธรรม 7  พรหมวิหาร 4  สังคหวัตถุ 4  และ อริยสัจ 4

 

12.5  พบชีวิตจริงแห่งธรรมะในระบบการบริหาร

ในการบริหารงานนั้น จะมีสิ่งที่พิจารณา คือ ไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง  อนัตตา

อนิจจัง จะพบว่าในการบริหาร จะเห็นมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จากวัตถุดิบกลายเป็นผลิตภัณฑ์หรือสินค้า เครื่องจักรใหม่ เคยดีอยู่ก็เสียหาย ชำรุดใช้งานไม่ได้ ยอดขายมียอดเพิ่มขึ้นอยู่ตลอดทุกปี ปีถัดไปอาจขายไม่ออก คู่แข่งขันมีความแข็งแกร่งขึ้น มาแย่งส่วนแบ่งการตลาดไป ข้อบกพร่องก็เป็นหลักอนิจจัง การทำงานที่เคยใช้ได้ดีมาตลอด มาในปัจจุบันกลับผลิตสินค้าบกพร่อง คอมพิวเตอร์และซอฟแวร์ที่ใช้ก็มีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี่รวดเร็วจนปรับตัวไม่ค่อยจะทัน ลูกค้าฉลาดขึ้น ต่อรองราคาจนแทบไม่มีกำไร เดิมเป็นบริษัทของคนไทย พอเศรษฐกิจทรุด พวกฝรั่งเข้ามาถือหุ้นใหญ่แล้วมานั่งบริหาร  วัตถุดิบที่เคยใช้ได้ก็กลับเป็นใช้ไม่ได้ ต้องหาวัตถุดิบตัวใหม่มาทดแทน  ลูกหนี้ที่ดีก็กลับมาเบี้ยวเจ้าหนี้ ความเบี่ยงเบนของคุณภาพผลิตภัณฑ์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีของอนิจจัง มีแกว่งขึ้น แกว่งลง เพราะมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อีกหลายตัว การแก้ไขด้านอนิจจังนั้นจะต้องใช้ปัญญาพิจารณา และเตรียมแผนบุกรับปรับถอยไว้ให้ดี

ทุกขัง ในการบริหารงานก็เปรียบเสมือนปัญหา มีตั้งแต่ปัญหาคุณภาพ ปัญหาค่าใช้จ่าย ปัญหาการส่งมอบ ปัญหาการส่งมอบ ปัญหาอุบัติเหตุ ปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นจากกระบวนการผลิต บางครั้งชาวบ้านก็ร้องเรียนจะปิดโรงงานเอา เพราะเดี๋ยวนี้เขาโอนอำนาจให้ อบต.ดูแลท้องถิ่น ปัญหาในการทำงาน ถือว่าเป็นของธรรมดา ต้องวิเคราะห์สาเหตุรากเหง้า แล้วดับที่เหตุนั้นเสีย ปัญหาก็จะหมดไป ในทางปฏิบัติอาจพบว่าการหาสาเหตุรากเหง้า แทบจะทำได้ยากมาก ต้องแก้ที่อาการไปก่อนแบบผจญเพลิง มีเวลาก็ต้องมาเรียงลำดับความสำคัญ แล้วเลือกแก้ปัญหาเป็นเปลาะๆ

อนัตตา ในการบริหารงานนั้น หมายถึง อย่าไปยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้จะอยู่อย่างนี้ไปตลอด ให้พยายามทำให้ดีที่สุด พัฒนาปรับปรุงไปเรื่อยๆ ผลลัพธ์ก็จะดีเอง ถ้ายังไม่ดีก็คิดว่ายังทำไม่ถูกจุด ให้วิเคราะห์ใหม่ ทำใหม่ กำไรน่าจะเป็นผลลัพธ์ที่ต้องการของนักบริหาร มีเงินรายได้จากกำไร ก็ต้องเก็บไว้บางส่วน เผื่อแผนถอยไว้บ้าง ส่วนหนึ่งก็เอาไปลงทุนต่อสำหรับเผื่อแผนบุก ต้องไม่ประมาท เพราะเงินทองเป็นของนอกกาย ธุรกิจที่เคยยิ่งใหญ่ในอดีต ปัจจุบันล้มละลายไปหลายบริษัทแล้ว เพราะความประมาท อย่าคิดว่าทฤษฎีของฝรั่งจะใช้ได้ตลอดไป หรือใช้ได้ทุกประเทศ ทฤษฎีฝรั่งก็เหมาะกับฝรั่ง เมืองไทยคนไทยก็ต้องคิดทฤษฎีขึ้นมาใหม่ เช่น เศรษฐกิจพอเพียง การบริหารอย่างพอเพียง เมื่อเราไม่ยึดมั่นถือมั่นกับสิ่งเดิม สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ ทำให้เราต้องใช้ปัญญาทบทวนรู้เท่าทัน ปรับเลือกใช้ให้เหมาะสมกับเราเอง มีเทคโนโลยีเราเอง ปรับปรุงไปอย่างต่อเนื่อง

เมื่อมองธรรมะที่มีตัวตน บริหารงานด้วยความจริง ไม่ใช่บริหารงานด้วยความเชื่อ โชคลาง ไสยศาสตร์ อ้อนวอนเทพเจ้า ก็จะรู้ว่าธรรมะนั้นแหละคือสิ่งที่มีตัวตน จับยึดได้ อย่าไปหลงจับทฤษฎีอย่างฝังใจ จนหัวชนฝา เป็นการจับยึดอย่างงมงาย ที่ไม่คิดที่จะพึ่งพาตนเอง

 

12.6  บริหารงานด้วยจิตว่าง

จิตที่ว่างมีความเป็นกลาง หรือกรรมการผู้ตัดสินที่มีความยุติธรรมอยู่ในใจ จะตัดสินหรือวิเคราะห์วินิจฉัยได้อย่างถูกต้องมากที่สุด มีพลังมากที่สุด ยากนักที่จะมีผู้คัดค้าน เพราะมีความบริสุทธิ์ ความเป็นกลางเป็นเกณฑ์อยู่ในจิตใจ จิตที่ว่างจะลดข้อบกพร่องได้ดี ไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง หรือไม่แอบไปยกมือเทคะแนนให้กับฝ่ายที่เสนอเข้ากับกิเลสของตน

จิตที่ว่างจะไม่เชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อให้ซื้อโดยไม่จำเป็นต้องซื้อ ไม่ลงทุนขนาดใหญ่เกินกว่าที่จะใช้งานมากๆ เพราะจะมีปัญญาหยั่งรู้ว่าสิ่งนี้เกินความจำเป็น

จิตที่ว่างไม่หลงไปกับกิเลสที่มีผู้เอามาล่อ เช่น คอรัปชั่น โกงกิน เพราะฉะนั้นงานของผู้บริหารที่จิตว่างจะมีประสิทธิภาพสูงสุด เนื่องจากเงินทุกบาททุกสตางค์ใช้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

 

12.7  อยู่เหนือปัญหาด้วยวิธีบริหารแบบ 3ส

การบริหารด้วย 3ส จะสามารถฟันฝ่าปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด ใช้ปัญญา ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่บริหารด้วยกิเลส เห็นความเป็นเช่นนั้นเอง ปัญหาทุกปัญหานั้นมีมูลเหตุปัจจัย เมื่อเห็นเหตุปัจจัยตามอริยสัจ ก็ย่อมแก้ปัญหาได้ ทั้งเชิงวัตถุและเชิงจริยธรรม การบริหารแบบนี้ย่อมอยู่เหนือปัญหา เพราะไม่เป็นทาสของปัญหา แต่มองปัญหาเป็นสิ่งที่เราจะต้องแก้ด้วยใจที่เป็นสุข ไม่ทุรนทุรายจนเกิดทุกข์ใจ เนื่องจากเห็นปัญหาก็เป็นเช่นนั้นเอง

 

    13.     บทส่งท้าย

การบริหารงานด้วยความสะอาด สว่าง สงบ ก็เป็นแนวคิดอีกแนวหนึ่ง ในการประยุกต์ใช้ธรรมะที่ใช้ในการปฏิบัติตนเองให้มุ่งไปสู่นิพพาน กลายเป็นธรรมะที่ใช้ในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ที่สามารถบรรลุเป้าหมายอย่างมีวิชชา ชนะทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ

 

หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างตามสมควร

  

พุทธวิธีบริหาร
Buddhist Style in Management

บริหารด้วย 3 ส (3S)

กลับขึ้นบน