Font : Tahoma    

3  ธันวาคม  2551

สมหวัง  วิทยาปัญญานนท์

 ชีวิตชาวนา

Rice  Farmer  Life

 

          สายพันธุ์มาจากไหน  ใช้พันธุ์เขาใหญ่  สายไปหรือเปล่าที่จะมาทำนาอินทรีย์ ยังไม่สายสำหรับการเริ่มต้นเพราะตอนนี้มีปัญหาสุดๆ  คือปุ๋ยเคมีแพงมากๆ  อีกประการหนึ่งที่นาเริ่มเป็นดินเสื่อมจากสารเคมีเป็นแรงกระตุ้นวิกฤติที่สมควรเลิกได้แล้ว  ก่อนที่ที่ดินจะกลายเป็นดินที่ตายจนฟื้นไม่ขึ้น

          จะเลิกเคมีไปเลยมีความเป็นไปได้แค่ไหน  คือเป็นไปได้มีหลายคนประสบความสำเร็จ เช่นที่ตำบลบ้านม่วง  อำเภอเดชอุดม  จังหวัดอุบลราชธานี  ที่มูลนิธิข้าวขวัญ  ท่าเสด็จ  ตำบลสระแก้ว  อำเภอเมือง  จังหวัดสุพรรณบุรี  และที่อำเภออื่นในสุพรรณบุรี  คือที่อำเภอบางปลาม้า-อู่ทอง-ดอนเจดีย์  หรือลุงทองเหมาะ  แจ่มแจ้ง  ตำบลวังหว้า  อำเภอศรีประจันทร์  จังหวัดสุพรรณบุรี  ทำนาอินทรีย์  จนได้เป็นเกษตรกรดีเด่นปี  2549

          การทำนาอินทรีย์ต้องมีความรู้ประสบการณ์โบราณไม่รู้จักเคมีแล้วก็ทำนาสืบต่อกันมาเป็นหลักร้อยปีพันปี  ชาวนามียุ้งฉางเก็บข้าวใช้ควายไถนา

          แต่เดี๋ยวนี้เป็นลักธิเคมีเป็นยุคใหม่ยุคเคมีต้องใช้รถไฟใช้น้ำมันมาเติม  ไม่ใช่หญ้าที่ใช้ควายไถ  ใช้รถไถพลิกแผ่นดินกิน  เราถูกฝรั่งหรอกเพื่อเอาเงินของเรามาแบ่งกำไรจากการทำนาของเราไปกิน  หรือทำนาบนหลังชาวนา  ชาวนาที่เป็นกระดูกสันหลังของชาติ  กลายเป็นรากหญ้าของชาติที่จนกรอบเป็นหนี้เป็นสิน  โดยที่ชาวนาเองก็วิเคราะห์ตัวเองไม่ออกว่า  ทำไมชาวนาจึงจน

          เราเรียนรู้อะไรจากนาสมัยก่อนเราเป็นชาวนาที่ทำเอง  เดี๋ยวนี้เราทำธุรกิจนาข้าวหรือธุรกิจผลิตข้าวเปลือกทำตัวเหมือนนักลงทุน  ทุกสิ่งทุกอย่างจ้างเหมา  เรามีหน้าที่เป็นผู้จัดการนาข้าวหรือหัวหน้างานเท่านั้น

          ไถคันหน้าลึกเอาดินชั้นบน  (มีอินทรีย์วัตถุมาก)  ลงล่างเอาดินชั้นล่าง  ดินอับอากาศมีอินทรีย์วัตถุน้อยๆ  เป็นการเอาดินดีลงล่าง

          ปัญหาชาวนา  ทำนาเป็นร้อยไร่ด้วยสารเคมีทำไมทำแล้วจนเป็นหนี้สินถูกใครหลอกพอหันไปทำไร่อ้อย  แค่ค่าตัดอ้อยยังไม่พอเลย เพราะราคาอ้อยถูกมาก  ถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา  ทั้งที่ประชาชนกินน้ำตาลทรายแพงมาก มันเป็นไปได้อย่างไร  กำไรไปตกอยู่ที่ใครแล้วจะร้องเพลงให้ใครฟัง

          “ชาวนาๆ  หลังสู้ฟ้า  หน้าสู้ดิน” 

          ชีวิตชาวไร่ชาวนา  ทำนาข้าว  ทำไร่อ้อย  ปลูกฝ้าย  ปลูกมันสำปหลัง  ปลูกยาสูบ  ปลูกสับปะรด  ทำแล้วยังหาทางรวยได้ยากเพราะทุกชนิดก็มีโครงสร้างการถูกกดขี่เอารัดเอาเปรียบทุกอย่าง  กำไรพอเริ่มจมูก  หากคิดค่าแรงตัวเอง  ค่าเครื่องจักรของตัวเองจะพอดีๆ  เท่าทุนพอดี  หากไปจ้างคนอื่นหมดรับรองขาดทุนแน่นี่เป็นโครงสร้างชาวไร่ชาวนาไทย     

          ปัญหาคือ  ตอนปลูกราคาดี  ใครๆ  ก็แห่กันมาปลูกตอนเก็บเกี่ยวผลผลิตล้นตลาดราคาก็ตกเพราะมีคนปลูกมากขึ้น  คนรับซื้อเท่าเดิม  ของขายมีมากกว่าจำนวนที่เขาอยากซื้อ

          เวลาเป็นชาวนาจะเลิกก็ไม่รู้จะไปทำอะไรกันขี่หลังเสือแล้วลงไม่ได้บางคนเป็นหนี้จนถึงขายเครื่องมือเครื่องจักรปลดหนี้  บางคนก็ขายที่ดินที่นาของตัวเองแล้วก็ไปหาที่ดินเช่าทำนา

          เราจนเพราะไม่เห็นคุณค่าดิน  แล้วยังเอาเงินตัวเองที่ไม่ควรจะเสียไปซื้อสารเคมีมาทำลายดินอีก  ไปดูที่ซาอุดิอารเบีย  เขาเห็นคุณค่าของดิน  เอาขยะไปผสมกับทรายในทะเลทรายเพื่อสร้างดินใหม่ให้สามารถเพาะปลูกได้พอหันมาดูดินในไทยส่วนใหญ่เป็นดินดีแต่เสียหมดเพราะสารเคมีสารพัดรูปแบบมีทั้งปุ๋ยเคมี  ฮอร์โมน  ยาฆ่าหญ้า ยาฆ่าแมลง  ยาฆ่าเชื้อโรคเชื้อรา  การเปลือยดินโดยไม่บำรุงหรือปลูกพืชหมุนเวียน

          ต้องหันมาทำปุ๋ยจุลินทรีย์จากวัตถุอินทรีย์  รำข้าว  จุลินทรีย์  มูลสัตว์  น้ำ  หมักจนได้ปุ๋ยอินทรีย์พร้อมจุลินทรีย์มีประโยชน์

          เราใช้ยาฆ่าแมลงเคมี  ซื้อหามา  ลองเอากระป๋องเคมีคว่ำลงอีก  7  วัน  มาดูตกใจมีแมลงชนิดใหม่เกิดขึ้นยิ่งฉีดยิ่งมากหรือเปล่าเหมือนไวรัสคอมพิวเตอร์ที่มีคนมาปล่อยเพื่อจะได้ซื้อโปรแกรมฆ่าไวรัสแมลงก็คงใช้หมากกลเช่นเดียวกัน

          ทำนาพอเพียง  ทำเป็นร้อยไร่เป็นการพอเพียงหรือเปล่าพอเพียงคือไม่เกินกำลัง  หากทำเองไม่ไหวต้องจ้างเขาหมดอย่างนี้เกินกำลัง  หากทำเองไม่ไหวต้องจ้างเขาหมดอย่างนี้เกินกำลังบางคน  10  ไร่  ก็พอกว่ามากบางคน  100  ไร่  ก็ยังรู้สึกสบายๆ  พอเพียงนั้นเทียบกับความสามารถของผู้ทำ  ไม่ใช่อยู่ที่จำนวน

          การเปรียบเทียบปริมาณการใช้ปุ๋ยกับผลผลิตตามแกนเวลามีดังนี้

          ปุ๋ยเคมีเริ่มแรกจะมีผลผลิตสูงยิ่งใช้ยิ่งผลผลิตต่ำลงๆ  และต้นทุนต่อไร่สูงขึ้นเรื่อยๆ  ยิ่งทำยิ่งแย่  ตรงกันข้ามปุ๋ยอินทรีย์เริ่มแรกจะมีผลผลิตต่ำและจะมีผลผลิตสูงขึ้นๆ  และต้นทุนต่อไร่จะลดลงเรื่อยๆ  (ยิ่งทำยิ่งดี)

 

 

 

ตารางเปรียบเทียบผลการใช้ปุ๋ยอินทรีย์กับปุ๋ยเคมี

การใช้ปุ๋ยอินทรีย์

การใช้ปุ๋ยเคมี

-  ต้นไม้ใบแข็ง

-  ใบมีภูมิคุ้มกันแมลงและโรค 

-  หมวกรากขาวดูดซึมหาอาหารเอง

-  ไม่ต้องใส่ปุ๋ยเรื่อยๆ 

-  พันธุ์หญ้ามีน้อยไม่กี่ชนิด

-  ปีแรกๆ  ผลผลิตน้อยแล้วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

-  ยิ่งทำต้นทุนยิ่งต่ำ

 

-  ต้นไม้ใบอ่อน

-  ใบไม้มีภูมิคุ้มกัน  อ่อนแอหมวก

-  หมวกรากดำ  คอยอาหารที่ป้อน

-  ต้องใส่ปุ๋ยเรื่อยๆ  บ่อยๆ

-  มีพันธุ์หญ้าใหม่ๆ  เกิดขึ้น

-  ปีแรกผลผลิตมากแล้วค่อยๆ  ลดลง

-  ยิ่งทำต้นทุนยิ่งสูง

 

 

          เจอหอยเชอรี่ไม่ต้องกลัวใช้สูตรสุตูโจ  โดยเอาสุราขาว+รำข้าว+อีเอ็ม+น้ำส้มสายชู  แล้วเอาไปราดฉีดพ่น  จะทำให้หอยเชอรี่มีไข่เล็กลงฝ่อ  ทำให้เล็กพอที่จะให้นกมากินได้

          การทำปุ๋ยอินทรีย์ต้องเอาของสะอาดมาทำอย่าเอาของเน่ามาทำมาหมัก  ซึ่งจะทำให้ปุ๋ยไม่เหม็นมีกลิ่นหอม

          ทำนาก็ปลูกอ้อยบ้าง  บางส่วนจะได้เอาน้ำตาลมาหมักอีเอ็ม  โดยไม่ต้องซื้อหากากน้ำตาลมาหมัก  อีกทั้งมาทำน้ำอ้อยจุลินทรีย์มาดื่มกินได้

 

แนะนำสมุนไพรแก้เจ็บป่วยและนำปลูกใช้งาน

          ขมิ้นชันไว้กินแก้ท้องเสีย  ฆ่าแบคทีเรีย

          น้ำใบบัวบกนำน้ำมาทาแก้ริ้วรอยตีนกาที่ใบหน้า

          แฮมกินแก้เจ็บคอเมื่อเป็นหวัด

          ฟ้าทะลายโจรกินแก้หวัดจากเชื้อไวรัส

 

ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
 Budding Wisdom

กลับขึ้นบน