Font : Tahoma    

2  กรกฎาคม  2551

วิธีการควบคุมวัชพืชในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี

Grass Control in Rice Farm without Chemical

 

วิธีการควบคุมวัชพืชในนาข้าวโดยไม่ใช้สารเคมี ตอนที่ 1

โรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ ค้นพบเทคนิคการควบคุมวัชพืชในนาข้าวแบบหว่าน นำตรม โดยการไม่ใช้สารเคมี”

 

“ โรงเรียนชาวนา มูลนิธิข้าวขวัญ   ค้นพบเทคนิคการควบคุมวัชพืชในนาข้าวแบบหว่าน นำตรม  โดยการไม่ใช้สารเคมี”


เก็บปัญหามาแก้ไข

       โรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญ   ซึ่งเปิดทำการสอนกับเกษตรกร เพื่อให้เกษตรกร  ลด ละ เลิก  การใช้สารเคมีในการเกษตร    ลดต้นทุนการผลิต   เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม   ลดหนี้สิน  และสามารถพึ่งพาตนเองได้     หลักสูตรที่ใช้มี 3 หลักสูตร ได้แก่  หลักสูตรแรกเรียนเรื่องการจัดการศัตรูพืชโดยระบบชีววีธี    หลักสูตรนี้นักเรียนชาวนาเขาได้เรียนรู้ถึง พิษภัยและอันตรายของสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร      เทคนิคและความรู้ที่นักเรียนชาวนาจะต้องเรียนรู้ได้แก่พืชสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น  เพื่อนำมาใช้ทดแทนสารเคมีที่เคยใช้    ร่วมทั้งการเรียนรู้ถึงระบบนิเวศน์ ประเภทและชนิดของแมลงที่อยู่ในแปลงนา   ปล่อยให้แมลงในแปลงนาควบคุมกันเอง      หลักสูตรที่สองการปรับปรุงบำรุงดิน   นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้ถึง  ประโยนช์ของอินทรียวัตถุ ที่มีในท้องถิ่น  เริ่มที่การไม่ทำลายอินทรียวัตถุไม่เผาฟาง  ใช้จุลินทรีย์   น้ำหมักฮอร์โมนสูตรต่าง ๆ  ใช้ลาดและฉีดพ่นแปลงนา      ส่วนหลักสูตรที่สามนั้น  เรื่องการพัฒนาพันธุ์ข้าวที่เหมาะสมกับระบบเกษตรกรรมยั่งยืน    ในหลักสูตรนี้นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้ถึงการคัดเลือกและการเพาะปลูกข้าวจากข้าวกล้อง    เพื่อนำไปปลูกเป็นข้าวพันธุ์ต่อไป   ในหลักสูตรนี้นักเรียนชาวนาได้เรียนรู้ถึงวิธีการผสมพันธุ์ข้าว  เพื่อการพัฒนาข้าวให้ได้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ตามที่ต้องการ   การพัฒนาพันธุ์ข้าวนั้นเป้าหมายเพื่อว่าเมื่อมีข้าวสายพันธุ์ที่ดีที่ไม่ตอบสนองต่อปุ๋ยเคมี  มีความต้านทานโรคแมลง    และเป็นพันธุ์ที่คุณภาพดี
         
จากหลักสูตรโรงเรียนชาวนาของมูลนิธิข้าวขวัญ ดูเหมือนว่าไม่มีสารเคมีในเส้นทางการทำนา   แต่รูปแบบและวิธีการทำนาที่ต้องทำนาแบบหว่านน้ำตรมนั้น  ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาสารกำจัดวัชพืชอยู่   การทำนาที่ไม่ใช้สารกำกัดวัชพืชนั้นมีอยู่วิธีเดียวคือการทำนาดำ   ซึ่งเป็นวิธีกรทำนาที่เคยทำมาในสมัยก่อน  ที่อาศัยน้ำฝน  ใช้แรงงานการเตรียมดินจากควาย   ใช้แรงงานการปักดำจากสมาชิกในครอบครัวเพราะคนในสมัยนั้นอยู่กันแบบครอบครัวใหญ่และมีลูกมาก   ต่างกับสมัยทุกวันนี้ การทำนาต้องรีบทำให้ทันกับการส่งน้ำมาของระบบชลประทาน    พันธุ์ข้าวก็เปลี่ยนจากข้าวนาปีมาเป็นข้าวนาปรัง  แรงงานการเตรียมดินใช้รถไถสามารถเตรียมได้วันละหลายไร่   แรงงานในครอบครัวที่จะทำนามีน้อย    รูปแบบการทำนาจึงเปลี่ยนมาเป็นการทำนาแบบหว่านน้ำตรม  ซึ่งจะต้องใช้สารกำจัดวัชพืช 
 
สารเคมีกำจัดหญ้า
         สารเคมีกำจัดวัชพืชที่เกษตรกรใช้มี อยู่  2  แบบ  คือแบบคุมการงอกของเมล็ดหญ้า
เกษตรกรจะฉีดพ่นหลังจากหว่านข้าว 2-3  วันต้นข้าวงอกแล้ว   สารเคมีชนิดทำหน้าที่คลุมที่ผิวหน้าของดิน ทำให้เมล็ดวัชพืชไม่สามารถงอกได้  แต่ฤทธิ์ของสารคุมหญ้าจะอยู่ได้ไม่นาน ประมาณ 4-5 วัน ก็จะหมดฤทธิ์   หรือถ้าหากแปลงนาแห้งมากดินในแปลงนาแตกระแหง มีร่องดินแตกเมล็ดหญ้าจะงอกขึ้นมาได้     และถ้าหากมีฝนตกหลังฉีดพ่นสารเคมี หญ้าจะขึ้นมาได้    
ส่วนการกำจัดหญ้าแบบที่สองนั้นเกษตรกรจะใช้แบบคุมและฆ่าหญ้า   สูตรนี้จะทำหน้าที่คุมเมล็ดหญ้าไม่ให้งอกและทำหน้าที่ฆ่าต้นหญ้าที่งอกแล้วให้ตาย   เกษตรกรจะทำการฉีดพ่นเมื่อข้าวอายุประมาณ 5-7  วัน  สารเคมีคุมและฆ่านี้จะมีผลหลังจากฉีดพ่นต้นหญ้าที่งอกแล้วใบจะไหม้และตาย   และมีผลกับต้นข้าวเช่นกันเพราะจะทำให้ปลายใบของข้าวไหม้   ต้นข้าวจะเหลือง

ต้นทุนการใช้สารเคมีกำจัดหญ้า
          เกษตรกรจะใช้สารเคมีในการกำจัดวัชพืช  มากน้อยแตกต่างกัน ตามปริมาณของวัชพืชที่ขึ้นในแปลงนา   ซึ่งปกติจะใช้อย่างน้อยที่สุด  2  ครั้ง  ได้แก่ครั้งที่สารเคมีคุมการงอกของวัชพืช  ซึ่งใช้หลังหว่านข้าวได้ 2-3  วันก่อนที่วัชพืชในแปลงนาจะงอกขึ้นมา    ซึ่งราคาของสารเคมีจะมีราคาที่แตกต่างกัน  อยู่ระหว่าง  400- 600  บาท   ฉีดพ่นได้ประมาณ  5 ไร่  คิดเฉลี่ยไร่ละ  100  บาท  ค่าแรงฉีด 40 บาท/ไร่   ฉีดครั้งที่ สารเคมีคุมและฆ่าวัชพืช  ฉีดหลังหว่านข้าว 6-7  วัน    วัชพืชในแปลงนางอกแล้ว  สารเคมีจะไปทำลายวัชพืชทำให้ใบไหม้    ราคาขวดละ  400-500 บาท   ฉีดพ่นได้ประมาณ  5 ไร่เช่นกัน  ค่าแรงฉีดไร่ละ 40  บาท      รวมต้นทุนค่าสารเคมีกำจัดวัชพืชขั้นต่ำจะอยู่ระหว่าง   275 บาท/ ไร่  และถ้าหากว่ายังมีวัชพืชในแปลงนา   เกษตรกรก็จะทำการกำจัดอีดรอบ  ต้นทุนก็จะเพิ่มขึ้นอีก 
ปริมาณการนำเข้าสารกำจัดหญ้า
         
ตารางที่ 1 ปริมาณสารออกฤทธิ์ และมูลค่าการนำเข้าสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ของประเทศไทยในช่วงปี พ.ศ. 2520-2543   ช่วงทุก 5 ปี(Sirisingh,1998)

ปี

สารฆ่าแมลง

สารฆ่ารา

สารฆ่าวัชพืช

สารกลุ่มอื่นๆ

รวม

 

ปริมาณ (ตัน)

มูลค่า(ล้านบาท)

ปริมาณ (ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ (ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ (ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

ปริมาณ (ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

2520

2,806

345

1,131

59

2,874

170

44

7

8,832

581

2525

2,890

673

1,683

132

2,983

461

94

23

7,650

1289

2530

5,881

806

4,530

288

3,967

570

247

88

14,625

1,752

2535

6,098

1,425

3,513

441

8,450

1,707

418

208

18,479

3,781

2540

7,526

2,095

4,588

817

14,403

3,285

610

201

27,127

6,398

2543

6,875

2,000

4,931

1119

17,506

3,841

2,140

323

31,452

7,283

          จากข้อมูลในตารางพบว่าในช่วงเวลาดังกล่าวปริมาณ และมูลค่าการนำเข้าสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์เพิ่มตามลำดับ  ในช่วงก่อนปี พ.ศ. 2535 พบว่าสัดส่วนการนำเข้าสารฆ่าแมลงมีมากที่สุด รองลงมาคือสารฆ่าวัชพืชและสารฆ่าเชื้อราตามลำดับ แต่หลังจากปี พ.ศ. 2535  เป็นต้นมามีการนำเข้าสารฆ่าวัชพืชมากที่สุดรองลงมาได้แก่ สารฆ่าแมลงและสารฆ่าเชื้อราตามลำดับ     ในปี พ.ศ. 2543 มีปริมาณการนำเข้าสารฆ่าวัชพืชคิดเป็นร้อยละ 55.7 ของปริมาณนำเข้าสารฆ่าศัตรูพืชและสัตว์ทั้งหมด รองลงมาได้แก่สารฆ่าแมลง สารฆ่าเชื้อรา และสารอื่นๆ โดยมีปริมาณคิดเป็นร้อยละ 21.9 15.7 และ 6.8 ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการนำเข้าสารฆ่าวัชพืชมากขึ้นคือ ส่วนหนึ่งการขาดแรงงานในภาคเกษตรเนื่องจากมีการย้ายแรงงานเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรมมากขึ้น ทำให้ค่าจ้างในการกำจัดวัชพืชด้วยแรงงานคนสูงกว่าการใช้สารเคมี ดังนั้นเกษตรกรจึงหันมาใช้สารเคมีมากขึ้นเพื่อลดต้นทุนในการผลิต    ส่วนเหตุผลหนึ่งที่ทำให้มีการใช้สารกำจัดวัชพืชมากขึ้น    น่าจะมาจากการเปลี่ยนวิธีทำนาเปลี่ยนไป  เมื่อมีระบบน้ำชลประทานทำให้การทำนาของเกษตรกร    เปลี่ยนจากนาปีมาเป็นนาปรัง
สารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดใดที่การใช้มาก
ตารางที่ 2 ชนิด ปริมาณสารออกฤทธิ์ และมูลค่าของสารฆ่าวัชพืช 10 อันดับแรกที่นำเข้าในปี พ.ศ. 2542

สารฆ่าวัชพืช

ปริมาณ(ตัน)

มูลค่า (ล้านบาท)

Glyphosate

6,772

1,185

2,4-D

3,248

311

Atrazine

979

153

Paraquat

875

383

Butachlor

804

94

Diuron

481

125

Alachlor

434

45

Propanil

434

86

Butachlor + propanil

358

87

Thiobencarb

333

62

  โปรดติดตามต่อ ในตอนหน้า  ว่านักเรียนชาวนา เขามีเทคนิค  และเรียนรู้อย่างไรจึงจะแก้ไขการควบคุมวัชพืชโดยไม่ใช้สารเคมี

บันทึกโดย เหรียญ ใกล้กลาง (คุณอำนวยข้าวขวัญ)

 

 

วิธีการกำจัดวัชพืชในแปลงนาโดยไม่ใช้สารเคมี ตอน 2

ทดลองหาน้ำหมักชีวภาพที่สามารถควบคุมวัชพืช จำนวน 5 ตัวอย่าง  

จากปัญหาการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในนาข้าวนี้เอง   จึงเป็นจุดเริ่นต้น ที่ผุ้เขียน  ซึ่งทำหน้าที่บทบาทเป็นคุณอำนวย  อยากที่จะหาวิธีที่กำจัดวัชพืชโดยการไม่ใช้สารเคมี   จึงเริ่มต้นที่โรงเรียนชาวนา กลุ่มอำเภอเมือง   จ.สุพรรณบุรี     โดยเริ่มที่การนำน้ำหมักชีวภาพสูตรต่าง ๆ ที่นักเรียนชาวนาใช่อยู่นำมาทดลองศึกษา  แทนสารเคมีคุมฆ่าหญ้า    

หาคุณกิจที่สนใจอยากทดลองและเรียนรู้ด้วยกัน
          จากประสบการณ์  การใช้น้ำหมัก ฮอร์โมนสูตรต่าง    พบว่าในบางครั้งที่เกษตรฉีดพ่นน้ำหมักนั้น    ถ้าหากใช้อย่าเข้มข้นจะทำให้ใบข้าวไหม้      ฉะนั้นน้ำหมักหรือฮอร์โมนน่าจะนำมาทดลองใช้ฉีดควบคุมหญ้าในนาข้าวได้    เริ่มด้วยการหานักเรียนชาวนาที่สนใจอยากจะทดลองหายาคุมหญ้า   โดยได้คุยกับน้านคร  แก้วพิลา  ซึ่งเป็นนักเรียนชาวนาในกลุ่ม   และน้านครก็สนใจอยากจะร่วมทดลอง     และนำเรื่องดังกล่าวไปบอกกับแม่บ้าน บอกว่าทดลองเปรียบเทียบกับสารเคมีดู  ใช้พื้นที่ไม่มาก  แม่บ้านน้านครเปิดไฟเขียวคะ  อนุญาติ     และยินดีที่จะแบ่งแปลงนามาทดลอง  ในการทดลองยึดเอาวิธีการทำนาปกติเป็นหลัก  เพียงแค่ขอแบ่งแปลงนามาบางส่วนเพื่อใช้ทำการทดลอง  

น้ำหมักที่เลือกมาทดลอง
      โดยปกตินักเรียนชาวนาจะใช้น้ำหมักและฮอร์โมนหลากหลายชนิด  เราจึงเลือก น้ำหมักที่ใช้ในการทดลองเลือกมา  5  ชนิด    เพื่อทดลองพิสูทธิ์ว่า มีน้ำหมักชนิดใดที่มีความเป็นไปได้ในการควบคุมหญ้า    ได้แก่
1.   
น้ำหมักพืชสีเขียว
2.   
น้ำหมักผลไม้
3.   
น้ำหมักสมุนไพร
4.   
น้ำหมักหัวผักกาด
5.   
กากน้ำตาล
ส่วนประกอบของน้ำหมัก
1 .น้ำหมักพืชสีเขียว  ประกอบด้วย  พืชสีเขียวที่มียอดเจริญเติบโตเร็ว   ได้แก่ ยอด 
ผักบุ้ง +ยอดกระถิน   3 ส่วน+กากน้ำตาล   1 ส่วน สับหรือหั่น       ให้ละเอียด    
ใส่ถังปิดผาประมาณ 7-10  วัน ขึ้นไป
2.
น้ำหมักผลไม้  ประกอบด้วย ผลไม้  กล้วยสุก +มะละกอสุก + ฟักทอง   อย่างละ 
    1 
ส่วน + กากน้ำตาล  1  ส่วน  ใส่ถังหมัก  ปิดฝา ประมาณ 7-10  วัน ขึ้นไป
3.
น้ำหมักพืชสมุนไพร  ประกอบด้วย  พืชสมุนไพรที่เกษตรกรใช้หมักฉีดนาข้าว  
4.
น้ำหมักหัวผักกาด  ประกอบด้วย    หัวผักกาด + ผงกลูโคส  + น้ำมะพร้าว    อย่างละ 1 ส่วนหมัก ไว้  1 คืน
 5.
กากน้ำตาล   ใช้กากน้ำตาล  1 ส่วนผสมน้ำ 1 ส่วน    ไม่ได้หมัก

แปลงทดลองเปรียบเทียบ
                   การทดลองฉีดพ่นทั้งหมดใช้แปลงทดลอง  ชนิดละ  4  แปลง  รวมทั้งหมด  20 แปลง โดยแปลงมีขนาด  4*8  เมตร  พื้นที่แปลงละ  32   ตารางเมตร    รวมพื้นที่ทดลองทั้งหมด  640 ตรารางเมตร   ในขั้นตอนการฉีดพ่นใช้ผ้าพลาสติกกั้นระหว่างแปลง  เพื่อป้องกันการฟุ้งกระจายไปแปลงข้าง ๆ


วิธีการและขั้นตอนการกำจัดวัชพืช
            คุณนคร  แก้วพิลา    มีขั้นตอนและรายละเอียดดังนี้
          1. 
ได้หว่านข้าวพันธุ์ เบอร์  17  หว่านเมื่อวันที่    29   ธันวาคม     2548
          2.  
ฉีดพ่นยาเคมีคุมฆ่าหญ้าเมื่อวันที่   5  มกราคม   2549  (ข้าวอายุได้  7 วัน)  
          3
ฉีดพ่นสารฮอร์โมนทดลองครั้งที่  1  วันที่  6  มกราคม   2549   (ข้าวอายุได้  
               8 
วัน)  ที่ความเข็มข้น 40 ซีซี / น้ำ  1 ลิตร
          4.  
ฉีดพ่นสารฮอร์โมนทดลองครั้งที่  2  วันที่  10  มกราคม  2549  (  ข้าวอายุได้  
             11 
วัน)    ที่ความเข็มข้น    50 ซีซีต่อน้ำ  1 ลิตร 
          5.
ปล่อยน้ำเข้าแปลงนาวันที่  10  มกราคม  2549   (ข้าวอายุได้  12  วัน)
          6.
ฉีดพ่นสารอินทรีย์ครั้งที่  3    วันที่  20  มกราคม  2549  ข้าวอายุที่  22 วัน 
            
ความเข็มข้นที่    50 ซีซีต่อน้ำ  1  ลิตร     ในครั้งนี้ฉีดพ่นเฉพาะบริเวณที่มีหญ้า
            
ขึ้นเท่านั้น
        7.
ในวันที่  20 มกราคม  2549  คุณนครได้ฉีดพ่นสารเคมีกำจัดวัชพืชในแปลงนา
           
อีกครั้ง เนื่องจากยังมีวัชพืชอยู่บางส่วน

 

   ภาพวัชพืชในแปลงนาข้าว

   ภาพแสดงขั้นตอนการฉีดพ่นน้ำหมักต่าง ๆ

 

ผังแปลงทดลองและผลการทดลอง

      การเลือกชนิดน้ำหมักกับแปลงทลอง ใช้วิการสุ่มแบบจับฉลาก ลำดับแปลงกับชนิดน้ำหมักที่จะฉีดพ่น

แปลงที่

ฮอร์โมนที่ใช้

คะแนน

ปริมาณหญ้าในแปลง

1

น้ำหมักพืชสีเขียว  3

2

มีเล็กน้อย

2

กากน้ำตาล  2

3

ไม่มีหญ้า

3

น้ำหมักผลไม้  3

1

ไม่มีหญ้า

4

น้ำหมักพืชสมุนไพร  3

4

มีหญ้าเล็กน้อย

5

กากาน้ำตาล  1

3

มีหญ้าเล็กน้อย

6

น้ำหมักพืชสีเขียว  4

2

ไม่มี

7

น้ำหมักผลไม้  1

1

ไม่มี

8

น้ำหมักผลไม้   4

1

ไม่มี

9

น้ำหมักพืชสีเขียว  1

2

มีเล็กน้อย

10

กากน้ำตาล  3

3

มี ¼ แปลง

11

น้ำหมักหัวผักกาด  1

5

มี ¼ แปลง

12

น้ำหมักพืชสมุนไพร  4

4

มีเล็กน้อย

13

น้ำหมักพืชสมุนไพร  2

4

มี ¼ แปลง

14

กากน้ำตาล   4

3

มีเล็กน้อย

15

น้ำหมักพืชสีเขียว  2

2

ไม่มี

16

น้ำหมักพืชสมุนไพร      4

4

มีเล็กน้อย

17

น้ำหมักหัวผักกาด    3

5

มี ¼ แปลง

18

น้ำหมักผลไม้     2

1

ไม่มี

19

น้ำหมักหัวผักกาด   4

5

มี เล็กน้อย

20

น้ำหมักหัวผักกาด   2

5

มี ¼ แปลง

หมายเหตุ
ระดับคะแนนที่ให้   มี 5 ระดับ  โดยนักเรียนชาวนาพิจารณาจากปริมาณหญ้าที่มีในแต่ละแปลง  

ให้คะแนนจากน้อยไปหามาก  ระดับ ไม่มีหญ้า   ระดับ 5 มีหญ้ามากที่สุด
 
 

นักเรียนชาวนาวิเคราะห์แปลงทดลองแต่ละแปลง
    

บทวิจารณ์การทดลอง
            ผลจากการใช้น้ำหมักทั้ง  5  ชนิด ทดลองนั้น  พบว่า    ในแปลงที่ฉีดพ่นด้วยฮอร์โมนผลไม้นั้น  สามารถควบคุมการเจริญเติบโตของหญ้าได้ดีที่สุด     ในวันที่ฉีดพ่นนั้นในแปลงนามีหญ้าขึ้นบางแล้วและหญ้าสูงประมาณ  1-2  เซนติเมตร    และเมื่อฉีดฮอร์โมนไปพบว่าทำให้หญ้าไม่สูงขึ้น    และไม่มีหญ้างอกขึ้นมาเพิ่ม   เมื่อปล่อยน้ำเข้านาเมื่อข้าวอายุได้     12  วัน     หลังจากปล่อยน้ำเข้าขังแปลงข้าว   ประมาณ  7 วัน  บริเวณที่น้ำขังและท่วมหญ้า   หญ้าจะตายหมด      
ส่วนแปลงทดลองอื่น  ๆ นั้น บริเวณที่น้ำท่วมหญ้า  หญ้าจะตายเช่นกัน    ส่วนบริเวณที่น้ำไม่ท่วมหญ้าจะไม่ตาย    พบว่าหญ้าในแปลงทดลองอื่นจะยืดสูงกว่าแปลงที่ฉีดด้วยน้ำหมักผลไม้  ทำให้น้ำไม้ท่วม  และแปลงนาบางแหล่งเป็นที่ดอน น้ำท่วมไม่ถึง  หญ้าจึงไม่ตาย       


 
ข้อสังเกตุและข้อเสนอแนะ
-   แปลงนา จะต้องสม่ำเสมอ    และ สามารถกักน้ำได้      เมื่อน้ำท่วมหญ้าจะทำให้หญ้าตายและเน่าเปื่อยไป
น้ำหมักจากผลไม้  น่าจะมีผลทำให้หญ้าไม่เติบโต   เพราะพบว่าหญ้าชนิดเดียวกันที่อยู่บนคันนากับหญ้าที่อยู่ในแปลงนา  มีจำนวนใบหญ้าเท่ากัน  แต่หญ้าที่อยู่ในคันนาจะสูงกว่า  ความยาวระหว่างข้อของใบจะยาวกว่า   ส่วนหญ้าในแปลงนาจะเตี้ยและแคะแกลน   
  - 
การทดลองครั้งต่อไป   ควรทำการฉีดพ่นน้ำหมักก่อนหญ้าขึ้น    เพื่อทำการควบคุมการงอกของเม็ดหญ้า 

 "การทดลองครั้งนี้ เราได้น้ำมักจากผลไม้ทีไม่มีหญ้าในแปลงทดลอง   การทดลองครั้งต่อไป  จะต้องพิสุจน์ ผลให้แน่ชัด  เปรียบเทียบกับการคุมหญ้าในแปลงนาโดยวิธีเคมี"   ติดตามต่อตอนที่ นะคะ  ว่าน้ำหมักผลไม้จะมีประสิทธิภาพควบคุมวัชพืชได้หรือไม่

เหรียญ  ใกล้กลาง

 

ภูมิปัญญาอภิวัฒน์
 Budding Wisdom

กลับขึ้นบน